posttoday
สว.โหวตหักกมธ.แก้กู้2ลล.ไม่ต้องนำเงินส่งคลัง

สว.โหวตหักกมธ.แก้กู้2ลล.ไม่ต้องนำเงินส่งคลัง

19 พฤศจิกายน 2556

วุฒิสภาเสียงข้างมากมีมติ หักกรรมาธิการ แก้มาตรา6 ร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทกลับไปเป็นเหมือนร่างที่ส.ส.เห็นชอบ ไม่ต้องนำเงินกู้ส่งคลัง ​

วุฒิสภาเสียงข้างมากมีมติ หักกรรมาธิการ แก้มาตรา6 ร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทกลับไปเป็นเหมือนร่างที่ส.ส.เห็นชอบ ไม่ต้องนำเงินกู้ส่งคลัง  ​

เมื่อวันที่ 19 พ.ย. การประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 2 ได้เข้าสู่การพิจารณาในมาตรา 6 ซึ่งในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญฯได้มีการแก้ไขให้เงินกู้ตามร่างพ.ร.บ.ถือเป็นเงินที่ "ต้อง" นำส่งคลังตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง จากเดิมที่ร่างพ.ร.บ.ในชั้นสภาผู้แทนราษฎรได้กำหนดเงินกู้ "ไม่ต้อง" เป็นเงินที่ต้องนำส่งคลัง สุดท้าย ที่ประชุมมีมติ  68 ต่อ 44 เสียง  งดออกเสียง 4  ​ให้แก้ไขเนื้อหากลับไปเป็นเหมือนร่างที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร คือไม่ต้องนำเงินส่งคลัง  

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สว.สรรหา ในฐานะกรรมาธิการ กล่าวว่า ถ้าร่างพ.ร.บ.กู้เงินกลับไปเป็นตามที่สภาฯได้เห็นชอบจะขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 169 เพราะรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวบัญญัติให้การจ่ายเงินแผ่นดินจะกระทำได้ภายใน 4 วิธี คือ 1.กฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย 2.กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ 3.กฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง และ 4.กฎหมายว่าด้วยการโอนงบประมาณ ทำให้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากต้องแก้ไขให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

"ด้วยความหวังดีที่อยากจะเห็นโครงการที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมของประเทศได้มีการดำเนินการบรรลุล่วงได้ จึงขอตัดคำว่า "ไม่" ออกเพียงคำเดียวไม่ได้มากอะไรเลย เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ" นายไพบูลย์ กล่าว

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ปัญหาของกฎหมายฉบับนี้มีความเป็นในเรื่องความโปร่งใสว่าจะใช้เงินไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ นอกจากนี้พบว่าแต่ละโครงการตามร่างพ.ร.บ.มีความแตกต่างกันไป กล่าวคือ บางโครงการยังไม่ได้ผ่านการศึกษา บางโครงการได้ศึกษาแล้ว บางโครงการก็ควรได้รับการเร่งรัด แต่ปรากฎว่ารัฐบาลได้เอามารวมกันไว้ทั้งหมดเพื่อจับให้เป็นตัวประกันว่าใครอยากได้โครงการจะต้องสนับสนุนโครงการที่ไม่ดีด้วย

"โครงการที่มีปัญหามากที่สุด คือ โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง เพราะยังไม่มีการศึกษาให้เรียบร้อยแต่กลับมีงบประมาณถึง 7 แสนล้านบาท อยากถามรัฐบาลเสนอเข้ามาได้อย่างไร เมื่อไม่นานมานี้ในสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ทำการจับกุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงรถไฟในคดีทุจริตมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ และเพิ่งเกิดอุบัติเกี่ยวกับรถไฟความเร็วสูงมีผู้เสียชีวิต 40 ราย บาดเจ็บ172 คน นอกจากนี้ บริษัทก่อสร้างรถไฟ 3 รายที่เป็นรัฐวิสาหกิจของจีนเกี่ยวพันกับการทุจริต ซึ่งรถไฟฟ้าความเร็วสูงของจีนกำลังเข้ามาในประเทศไทย" นายไพบูลย์ กล่าว

ด้านนายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สว.ราชบุรี ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ อภิปรายว่า เสียงข้างมากของคณะกรรมาธิการที่แก้ไขมาตราให้เป็นเงินที่ต้องนำส่งเข้าคลังมีเพียง 6 เสียงเท่านั้นโดยมีองค์ประชุมขณะนั้น 13 คนจากคณะกรรมาธิการทั้งหมด 25 คน  เพราะสว.ที่เป็นกรรมาธิการจำนวนหนึ่งต้องไประชุมวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม ยังยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการให้เงินกู้เป็นเงินที่ต้องนำส่งเข้าคลัง เนื่องจากการนำส่งคลังจะเป็นลักษณะงบประมาณปกติที่จะตั้งงบประมาณผูกพันได้เพียง 3 ปีแต่โครงการก่อสร้างพื้นฐานตามร่างพ.ร.บ.นี้จะต้องใช้เวลางบประมาณผูกพันถึง 7 ปี

"ในชั้นคณะกรรมาธิการพบว่ามีโครงการที่มีความพร้อมเป็นมูลค่าถึง 1.3 ล้านล้านบาท เช่น การก่อสร้างทางหลวง รถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร รถไฟรางคู่ เป็นต้น ถ้ากฎหมายฉบับนี้ไม่ผ่านขึ้นมาโครงการต่างๆจะทำให้เกิดความเสียหายมากมายเพราะงบประมาณปกติที่เกี่ยวกับการใช้ในส่วนนี้ได้มีการจัดสรรเอาไว้ในส่วนอื่นๆหมดแล้ว" นายเกชา กล่าว

นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสํานักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ในฐานะกรรมาธิการ กล่าวว่า ถ้าเงินกู้ส่งเข้าคลังจะกลับไประบบงบประมาณปกติทันที โดยจะสามารถเอาเงินออกมาใช้ได้ก็ต่อเมื่อต้องมีการตรากฎหมายออกมา ทั้งนี้โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของประเทศไทยส่วนมากจะใช้เงินกู้ที่ไม่ได้ส่งเข้าคลัง

"การที่ต้องใช้เงินกู้ถึง 7 ปีเพราะเราต้องการสร้างโครงข่ายรถไฟความเร็วสูง รถไฟธรรมดา และรถไฟฟ้า ให้เกิดขึ้นพร้อมกันเพื่อให้ระบบรถไฟทั้งหมดสามารถเชื่อมโยงกันได้ นอกจากนี้ยังรวมถึงการเชื่อมรถไฟต่อกับถนนและท่าเรือด้วย ในฐานะที่เป็นคนทำโครงการถ้าไม่ใช้วิธีกู้เงินจะไม่มีทางทำโครงการได้" นายจุฬา กล่าว

น.ส.จุรีรัตน์ สุธีธร กมธ​.​ชี้แจงว่า การชำระเงินกู้จะกระทำในงบรายจ่ายประจำปี  ซึ่งมีการคำนวณไว้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ซึ่งหนี้สาธารณะคงค้างเมื่อส้ินเดือน ส.ค. อยู่ที่ 5.3 ล้านล้านบาท  หรือ 44.6%  ของจีดีพีถือว่ายังอยู่ในรกอบไม่เกิน 60 % ของจีดีพี   ซึ่งในส่วนของ 44.6 % นี้  เป็นส่วนของรัฐบาลอย่างเดียว เพียง 35 % ของจีดีพี ซึ่งต้องหักหนี้ของกองทุนฟื้นฟูที่มีการบริหารจัดการนำเงินที่ได้จากการเก็บจากสถาบันการเงินมาชำระหนี้

น.ส.รสนา โตสิตระกูล สว.กทม. กล่าวว่า  ยอดหนี้คงค้างเดือนส.ค.อยู่ที่ 5.3  ล้านล้านบท หรือ 46 % ของจีดีพี ยังไม่รวมกับการกู้เงิน   2 ล้านล้านบาทหากรวมแล้วจะสูงถึง​ 7.3 ล้านล้านบาท  หากดอกเบี้ยเพ่ิมขึ้น 1 % จะต้องจ่ายเงินแผ่นดินเพ่ิม รวมเกือบแสนล้านบาท   เมื่อหนี้สาธารณะเพ่ิม เป็นดอกเบี้ยเงินกู้ หนีสาธารณะ เกือบ แสนล้านซึ่งเป็นเรื่องเงินของแผ่นดินจึงจำเป็นต้องนำเข้ามาในระบบงบประมาณ ปล่อยให้อยู่นอกงบประมาณไม่ได้เด็ดขาด

ทั้งนี้ ​หากปล่อยให้มาตรานี้กลับไปหาร่างเดิม สส.​จะกลายเป็นว่าวุฒิสภาร่วมกับสภาฯ ยกอำนาจของตัวเอง ที่จะไม่ตรวจสอบเงินแผ่นดินอีกต่อไป ซึ่งไม่อยากเห็นการก้าวไปสู่จุดที่ทำลายหลักการอำนาจที่มีอยู่  ซึ่งเรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นอำนาจของสภา ที่จะดูแลกลั่นกรองการใช้เงินของฝ่ายบริหาร

ภายหลังการลงมติในมาตรา 6  ที่ประชุมได้เร่ิมพิจารณาในมาตรา  7  วงเงินกู้ และวิธีการเกี่ยวกับการกู้เงินในแต่ละปี งบประมาณให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ ​ซึ่ง กมธ.ไม่ได้มีการแก้ไข แต่มีสมาชิกขอแปรญัตติหลายคน  โดย ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้มีทั้งหมด  18 มาตรา 

นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม  ได้หารือกับที่ประชุมต่อเวลาการพิจารณา ว่า ​จะประชุม ถึงเวลา 24.00 น.  จากนั้นจะพักการประชุมและนัดประชุมต่อในวันที่ 20 พ.ย. เวลา 09.00 – 12.00 น. และจะดำเนินการให้แล้วเสร็จในวาระสองและวาระสามภายในวันที่ 20 พ.ย. เนื่องจากไม่มีเวลาที่จะให้สว.พิจารณา เพราะตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้สว.พิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว ภายในวันที่ 21 พ.ย.   อย่างไรก็ตาม  สว.บางส่วนได้เสนอให้มีการประชุมต่อเนื่องไปจนถึงรุ่งเช้าของวันที่ 20 พ.ย. 

ข่าวล่าสุด

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง