posttoday
3 แนวทางศาล รธน.ชี้ชะตาแก้ที่มา สว.

3 แนวทางศาล รธน.ชี้ชะตาแก้ที่มา สว.

18 พฤศจิกายน 2556

11 นาฬิกาของวันที่ 20 พ.ย. จะเป็นการชี้ชะตาทิศทางทางการเมืองอีกครั้ง

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

11 นาฬิกาของวันที่ 20 พ.ย. จะเป็นการชี้ชะตาทิศทางทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ สว. มีลักษณะเป็นการกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่

โดยคำร้องมีทั้งสิ้นจำนวน 4 คำร้อง ประกอบด้วย 1.พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอมสว.สรรหา กับคณะ 2.วิรัตน์ กัลยาศิริสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์3.สาย กังกเวคิน สว.ระยอง และคณะ และ 4.พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งทุกคำร้องศาลได้มีคำสั่งก่อนหน้านี้แล้วว่าให้รวมไว้พิจารณา

สำหรับประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยมี 3 ประเด็นหลักๆ ประกอบด้วย

ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับไว้พิจารณาหรือไม่

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่

หากเป็นการกระทำที่ล้มล้างการปกครองแล้วจะเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปีหรือไม่

เช่นเดียวกับแนวโน้มของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นน่าจะหนีไม่พ้นแนวทางหนึ่งแนวทางใดใน 3 ทางนี้ ซึ่งแต่ละแนวทางสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้

แนวทางที่ 1 : วินิจฉัยยกคำร้อง

ศาลอาจเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราเป็นอำนาจของรัฐสภาตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1822/2555 วันที่ 13 ก.ค.2555 ในกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เหตุผลหลัก คือ ข้อบกพร่องของการแก้ไขให้ สว.มาจากการเลือกตั้ง อย่างการเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองสามารถครอบงำการเลือกตั้ง สว. จนกระทบต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้ สว.มีความเป็นกลางเป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น

คำว่า “เป็นเพียงการคาดการณ์” ศาลได้เคยระบุเอาไว้ในคำวินิจฉัยที่ 1822/2555 มาแล้วหลังจากพรรคประชาธิปัตย์และ สว.ในฐานะผู้ร้องขณะนั้นพยายามเชื่อมโยงว่าการแก้ไขมาตรา 291 อาจมีผลกระทบต่อระบอบการปกครอง ซึ่งศาลเห็นว่า “ข้อกล่าวอ้างทั้งหมดคงเป็นเพียงการคาดการณ์...ทั้งยังห่างไกลต่อการที่จะเกิดเหตุตามที่กล่าวอ้าง”

แนวทางที่ 2 : วินิจฉัยให้การแก้ไขที่มา สว.เป็นการล้มล้างการปกครองและสั่งให้ยุบพรรคและสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี

หมายความว่า การแก้ไขที่มา สว.ทั้งในส่วน “กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” และ “เนื้อหาในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ในด้านกระบวนการแก้ไขขัดกับรัฐธรรมนูญ เช่น การเสียบบัตรเพื่อลงมติแทนกันของ สส.พรรคเพื่อไทย ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 126 ที่บัญญัติให้สมาชิกรัฐสภาหนึ่งคนสามารถออกเสียงได้เพียงหนึ่งเสียง หรือการใช้เสียงข้างมากปิดโอกาสไม่ให้สมาชิกรัฐสภาผู้แปรญัตติแก้ไขถ้อยคำในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 2 ทั้งที่รัฐธรรมนูญมาตรา 130 ได้ให้เอกสิทธิ์เอาไว้ เป็นต้น

เช่นเดียวกับความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญของเนื้อหาในร่างแก้ไข โดยเฉพาะการแก้ไขให้บุพการี คู่สมรส หรือบุตรของ สส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองลงสมัครเลือกตั้ง สว.ได้ และการให้ สว.สามารถดำรงตำแหน่งติดต่อเกินกว่าหนึ่งวาระ (หากได้รับการเลือกตั้งกลับเข้ามา) มีลักษณะการก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 122 ที่กำหนดให้สมาชิกรัฐสภาต้องปราศจากมลทินดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง

จากพฤติการณ์เหล่านี้อาจจะเป็นประเด็นให้ศาลเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลจะสั่งให้หยุดการกระทำดังกล่าวตามด้วยการยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิกรรมบริหารพรรคการเมือง

อย่างไรก็ตาม ในบริบทของการยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี มีความเป็นไปได้เช่นกันที่ศาลอาจไม่ลงโทษพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรค เนื่องจากมาตรา 68 วรรค 3 ไม่ได้ระบุสภาพบังคับให้ศาลสั่งยุบพรรคการเมืองโดยอัตโนมัติเอาไว้ชัดเจน

มาตรา 68 วรรค 3 บัญญัติว่า “ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้พรรคการเมืองใดเลิกกระทำการตามวรรคสอง ศาลรัฐธรรมนูญ อาจสั่งยุบพรรคการเมืองดังกล่าวได้”

การมีคำว่า “อาจ” มองในมุมหนึ่งย่อมถือได้ว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้ดุลยพินิจว่าจะยุบหรือไม่ยุบพรรคการเมืองก็ได้

ไม่เหมือนกับการยุบพรรคการเมืองตามมาตรา 237 ในคดีทุจริตเลือกตั้งที่มีกรรมการบริหารพรรคถูกใบแดง ซึ่งศาลได้วางแนวเอาไว้จากกรณียุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตยเมื่อปี 2551 ว่า เมื่อกรรมการบริหารพรรคกระทำความผิดศาลจะวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากยุบพรรคการเมือง (คำวินิจฉัยที่ 1820/2551)

แนวทางที่ 3 : วินิจฉัยยกคำร้องแต่มีข้อเสนอแนะ

เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่มีความน่าจะเป็นไม่น้อย เพราะย้อนกลับไปปี 2555 ศาลรัฐธรรมนูญในการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 291 ครั้งนั้นถึงศาลจะวินิจฉัยให้คำร้องตกไป แต่ได้มีข้อเสนอแนะไว้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรจะต้องทำประชามติสอบถามความคิดเห็นของประชาชนก่อน ทำให้ต้องติดตามว่าศาลจะนำแนวทางนี้มาเป็นหลักสำคัญของการวินิจฉัยคดีในวันที่ 20 พ.ย.หรือไม่

ที่สุดแล้วจะออกมาในแนวทางไหนวันที่ 20 พ.ย.นี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ให้คำตอบ

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน