
วีรชัย ย้ำจุดยืน รอเจรจาอย่างรีบสรุปได้-เสีย
ผลกระทบจากคำพิพากษาศาลโลกในคดีปราสาทพระวิหารยังคลุมเคลือ เมื่อวันที่ 15 พ.ย.
ผลกระทบจากคำพิพากษาศาลโลกในคดีปราสาทพระวิหารยังคลุมเคลือ เมื่อวันที่ 15 พ.ย. คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนา เรื่อง “เบื้องหลังคดีตีความปราสาทพระวิหาร” โดยเชิญ วีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะหัวหน้าคณะต่อสู้คดีฝ่ายไทย ณัฏฐวุฒิ โพธิสาโร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมพูดคุยให้ข้อมูล
วีรชัย ก็ยังยืนยันเช่นเดิมว่า ผลคำพิพากษา ไทยได้ประโยชน์ด้วยกัน 3 ส่วน คือ 1.ภูมะเขือไม่ตกเป็นของกัมพูชา และไม่ถือเป็นพื้นที่อาณาบริเวณรอบตัวปราสาท 2.พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ที่กัมพูชาอ้างสูญหายไป เพราะศาลไม่รับฟังเส้นเขตแดนตามแผนที่ 1:200,000 และ 3.ศาลโลกระบุชัดเจนว่าเส้นสันปันน้ำตามแผนที่ 1:200,000 ของกัมพูชา ไม่ผูกพันพื้นที่บริเวณตัวปราสาทรวมถึงพื้นที่ที่เลยออกไป
ส่วนที่ไทยเสีย คือ เส้นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อปี 2505 ซึ่งไทยไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป นอกจากนี้ศาลให้แนวทางทั้งสองประเทศไปพูดคุยกันกับกัมพูชา ในการถ่ายทอดเส้นอาณาบริเวณรอบตัวปราสาทลงบนแผนที่ ดังนั้นบทสรุปของคำพิพากษาคือ ให้ทั้งสองประเทศไปพูดคุยกัน
“วันนี้ยังตอบไม่ได้ว่าไทยได้หรือเสียดินแดน ดังนั้นคนไทย ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ นักวิชาการ ข้าราชการประจำ ไม่ควรด่วนสรุปว่าไทยจะเสียดินแดนจุดใด ขนาดเท่าไหร่ เพราะกัมพูชาอาจจะยกเรื่องนี้ขึ้นมาอ้างได้ว่าไทยยอมรับ และจะทำให้ยากต่อการเจรจา และขณะนี้ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติอะไร หน่วยงานในชายแดนก็ปฏิบัติไปตามปกติ จนกว่าจะมีการเจรจากับกัมพูชาแล้วเสร็จ ซึ่งไม่ต้องรีบ เพราะทุกอย่างต้องใช้เวลา”
วีรชัย กล่าวว่า พื้นที่ด้านทิศเหนือ ต้องถอดเส้นในแผนที่ภาคผนวก 1 มาใส่ในแผนที่จริง ซึ่งเป็นที่มาของวรรค 99 เป็นวรรคตอกฝาโลงว่าเส้นในแผนที่ 1:200,000 ตกไป
“วรรค 99 นี้เป็นผลงานของคณะแผนที่และคุณอลินา มิรอง เป็นผู้นำเสนอ ศาลบอกว่าต้องไปเจรจากันโดยสุจริต ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ คือ ต้องเจรจาด้วยวัตถุประสงค์ที่ต้องการหาทางออกร่วมกันจริงๆ ไม่ใช่มานั่งย้ำความต้องการของตัวเองโดยไม่ยอมฟังอีกฝ่าย กล่าวคือ เจรจาโดยไม่พาล และทำฝ่ายเดียวไม่ได้”
ส่วนที่นายกรัฐมนตรี ฮุนเซน ของกัมพูชา ประกาศชัยชนะและอ้างว่าศาลโลกยอมรับเส้นสันปันน้ำในพื้นที่ 1:200,000 นั้น วีรชัย กล่าวว่า น่าจะหมายความถึงแค่บริเวณรอบตัวปราสาทเท่านั้น เพราะศาลพูดชัดเจนว่าใช้ได้แค่เฉพาะพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหาร ซึ่งก็ยังต้องให้ทั้งสองประเทศไปพูดคุยกันอีกว่าจะกำหนดจุดอ้างอิงเพื่อลากเส้นตามสันปันน้ำทางทิศเหนือของตัวปราสาทอย่างไร
ด้าน ณัฏฐวุฒิ กล่าวว่า ขณะนี้ร่างคำแปลคำพิพากษาจัดทำเสร็จแล้ว และได้ส่งให้คณะกรรมการแปลคำพิพากษาไปอ่าน โดยจะประชุมกันนัดแรกในวันที่ 18 พ.ย.นี้ พร้อมเชิญราชบัณฑิตเข้ามาหารือเรื่อง Promontory ด้วยว่า จะใช้คำว่าอะไร เพราะในเบื้องต้นใช้คำว่า ยอดเขา ซึ่งอาจยังไม่สามารถอธิบายความได้ชัดเจน และวันที่ 19 พ.ย. คณะกรรมการศึกษาเนื้อหาคำพิพากษาที่มีปลัดกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน จะประชุมกันอีกครั้งเพื่อพิจารณาถึงรายละเอียด
ด้าน ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้แถลงข้อเสนอถึงรัฐบาล 4 ข้อ คือ 1.ไทยไม่ควรมุ่งสู้เฉพาะพื้นที่ปราสาทพระวิหาร แต่ควรต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิในพื้นที่อื่นๆ ด้วย เช่น พื้นที่ภูมะเขือ หรือพื้นที่บริเวณ 4.6 ตร.กม. ที่ศาลยังไม่ได้พิพากษาว่าอยู่ในพื้นที่ของกัมพูชา 2.รัฐบาลต้องระวังเรื่องการถ่ายทอดคำพิพากษา เพราะมีการอ้างถึงพื้นที่ตอนเหนือของปราสาทพระวิหาร ที่ไม่ยอมรับแผนที่ 1:200,000 ทำให้ไทยได้เปรียบ ซึ่งทางกัมพูชาต้องมาเจรจากับเราเพื่อกำหนดพื้นที่จริง รัฐบาลต้องมองมุมกลับเพื่อฉกฉวยความได้เปรียบนี้ในการเจรจา
3.แม้ว่าในแผนที่ 1:200,000 จะระบุชัดว่าปราสาทพระวิหารอยู่ในกัมพูชา แต่โครงสร้างและองค์ประกอบอื่น เช่น สระตราว สถูปคู่ โครงสร้างพระวิหาร ยังไม่ชัดว่าอยู่ในพื้นที่กัมพูชา รัฐบาลไทยควรเสนอตัวขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกันกับกัมพูชา และ 4.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ควรแสดงความจริงใจในการปกป้องประเทศด้วยการถวายคำแนะนำต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อขอทูลเกล้าฯ พระราชทานร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 กลับมา และใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ฉบับเดิมไปพลางก่อน เพื่อรักษาผลประโยชน์ชาติ







