posttoday
ดวลไพ่ใบสุดท้ายเพื่อไทยปลุก"แดง"ชน"ศาล"

ดวลไพ่ใบสุดท้ายเพื่อไทยปลุก"แดง"ชน"ศาล"

15 พฤศจิกายน 2556

หลัง “คนใน” ระดับยุทธศาสตร์เดินเกมพลาดดันนิรโทษกรรมเผาพรรคยกเข่ง ไม่เพียงเร่งวันหมดอายุรัฐบาลปิดเส้นทางรันเวย์พา “นายใหญ่” กลับบ้าน

โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช

หลัง “คนใน” ระดับยุทธศาสตร์เดินเกมพลาดดันนิรโทษกรรมเผาพรรคยกเข่ง ไม่เพียงเร่งวันหมดอายุรัฐบาลปิดเส้นทางรันเวย์พา “นายใหญ่” กลับบ้าน แต่ร่างนิรโทษกรรมสุดซอยยังกัดกร่อนกำลังแนวร่วมเสื้อแดงทั้งแดงสายพรรค สายบู๊ สายบุ๋น สายวิชาการจนร้าวแทบทุกด้าน เปิดทางให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตีรัฐบาลจนระส่ำแบบไร้เกราะกำบัง

แม้เวลานี้นิรโทษกรรมเหมาเข่งยังทิ้งความขุ่นเคืองใจในกลุ่มแดงสายปัญญาชนอยู่บ้าง แต่เป็นรอยร้าวในสมรภูมิทางอุดมการณ์แนวคิดเท่านั้น แต่ในสมรภูมิการเมืองพรรคเพื่อไทยไม่รอช้า สานสัมพันธ์ผนึกกำลัง “สายบู๊” กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ปักธงปกป้องรัฐบาล หวังสกัดกลยุทธ์ฝ่ายค้านที่เปลี่ยนเป้าโจมตีจากร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมไปเป็นการเคลื่อนไหวโค่นล้มรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้กระดานเดินเกมของเพื่อไทยต้องการผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จึงจำต้องลดบทบาท สส.แกนนำ นปช. เพราะต้องการ “เปลี่ยนมือ” ให้สายยุทธศาสตร์พรรคขับเคลื่อน แต่สุดท้ายเมื่อซอยเกิดตัน ซ้ำยังถูกรุมกระหน่ำตีคาซอย งานนี้ยุทธศาสตร์พรรคจึงจำต้องถอย ปล่อยให้นักรบ นปช.ออกโรงนำเกมมวลชนเสื้อแดงสู้เกมมวลชนเสื้อฟ้า หวังใช้ภาพคนเสื้อแดงมหาศาลมาคานกับกระแสขับไล่รัฐบาลที่ลามทุ่งจนหยุดไม่อยู่

หมากของเพื่อไทยเวลานี้จึงชัดเจนว่าเปลี่ยนม้าให้ นปช.ขี่นำหน้าออกสตาร์ตตั้งแต่วันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่ นปช.ระดมแดงกว่าครึ่งแสนแน่นลานอเนกประสงค์ เมืองทองธานี หวังรับมือกลุ่มม็อบที่รอจุดกระแสคลั่งชาติไล่รัฐบาลในวันศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) พิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร แต่นับเป็นเคราะห์ดีของรัฐบาลที่พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ยังคงทับซ้อนต่อไป ไม่ตกเป็นของกัมพูชาฝ่ายเดียว เพื่อไทยจึงเลี้ยวผ่านโค้งอันตรายแบบเฉียดฉิว

แต่เมื่อกางปฏิทินส่องดวงชะตารัฐบาลรู้ดีว่าโค้งที่อันตรายยิ่งกว่าศาลโลกคือ โค้งคำพิพากษาของศาลไทยในวันที่ 20 พ.ย.นี้ ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยคดีแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราที่มา สว. ของ 312 สมาชิกรัฐสภาที่ล้วนเป็น สส.เพื่อไทย พรรคร่วมรัฐบาล และ สว.สายเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งนับว่าเป็นปมที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่าม็อบคลั่งชาติ เพราะหากศาลวินิจฉัยให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย เท่ากับภาวะ “สุญญากาศ” ทางการเมืองไทยกำลังตั้งเค้ารอรัฐบาลอยู่เบื้องหน้า

ดังนั้น ก่อนจะถึงวันที่ศาลไทยพิพากษา ขบวนทัพแดงส่วนกลางทั้งณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ธิดา ถาวรเศรษฐ์ จตุพร พรหมพันธุ์ เหวง โตจิราการ พร้อมแกนนำคนสำคัญ จึงเร่งใส่เกียร์หน้าปลุกเร้าพลังมวลชน เดินยุทธวิธี “ป่าล้อมเมือง” โบกธงบุกตั้งเวทีปราศรัยตามหัวเมืองเสื้อแดงรอบนอกทั้งเชียงใหม่ ขอนแก่น อุดรธานี สมุทรปราการ ชลบุรี 5 เวที 5 จังหวัด ตั้งแต่วันที่ 11-15 พ.ย. ก่อนจะยกพลบุกกรุงเทพฯ ตั้งเวทีชุมนุม 3 วันรวด ที่ลานอเนกประสงค์ เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 18 พ.ย. เพื่อให้ไปสิ้นสุด ณ จุดเดือด วันที่ 20 พ.ย. ที่ศาลรัฐธรรมนูญเตรียมอ่านคำวินิจฉัย

แน่นอนว่าเป้าหมายหลักของ นปช. คือต้องการสร้างขุมกำลังคนเสื้อแดงเพื่อแสดงพลังคัดทานอำนาจศาลรัฐธรรมนูญหวังผลในทางจิตวิทยาว่าการนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยครั้งนี้มีประชาชนที่หนุนรัฐบาลพรรคเพื่อไทยจำนวนมหาศาลจับจ้องรัฐบาลอยู่ทุกขณะ หากศาลวินิจฉัยก้าวก่ายอำนาจนิติบัญญัติ พิพากษาห้ามแม้กระทั่งไม่ให้สมาชิกรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา มวลชนคนเสื้อแดงก็พร้อมเดินหน้าชุมนุมประท้วงเรียกร้องความชอบธรรมได้ทุกเมื่อ

ที่สำคัญเพื่อไทยและ นปช.ย่อมตระหนักดีว่าหากปล่อยให้ศาลตัดสินท่ามกลางกระแสคนไล่รัฐบาลเต็มบ้านล้นเมือง บรรยากาศเหล่านี้อาจเป็นการออก “ใบอนุญาต” ให้ศาลตัดสินเป็นโทษต่อรัฐบาลได้ง่ายขึ้น หวังโหนกระแสต้านที่ถือว่าเป็นฉันทานุมัติจากสังคม ดังนั้น พรรคเพื่อไทยนปช.จึงต้องผนึกรวมมวลชนสร้างพลังสวนกระแสคนชั้นกลาง เพื่อขวางการล้มรัฐบาลด้วยกลไกตุลาการภิวัฒน์

เหนือสิ่งอื่นใด ปัจจัยที่ทำให้วันที่ 20 พ.ย.นี้ รุ่มร้อนดั่งไฟ เพราะคำวินิจฉัยถือเป็น “ไพ่ใบสุดท้าย” ของม็อบนกหวีดภายใต้การนำของแกนนำ ปชป.ด้วย

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าก่อนหน้านี้ ปชป.ล้มร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมได้สำเร็จ แต่เป้าหมายในการยกระดับไปถึงการล้มรัฐบาลนั้นอาจไม่ถึงฝั่ง โดยเฉพาะเวลานี้แทบไม่หลงเหลือไพ่ในมือที่ใช้เป็นแรงกดดัน ไม่ว่าจะเป็นร่างนิรโทษกรรมที่วุฒิสภาดับไฟด้วยการลงมติคว่ำ คำพิพากษาศาลโลกที่ให้คุณกว่าโทษกับรัฐบาล ยังไม่ต้องพูดถึงกลไกรัฐประหาร ที่แทบไร้โอกาสอุบัติขึ้น เพราะกระแสสังคมไม่ยอมรับ ประกอบกับสายสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ทักษิณ ชินวัตร ยังสามารถเกี้ยเซี้ยกันได้

ขณะเดียวกันมาตรการ “อารยะขัดขืน” นั้นยังต้องอาศัยระยะเวลาและความอยุติธรรมจากการใช้อำนาจรัฐสร้างแรงจูงใจมากกว่าที่เป็นอยู่ นอกจากนั้นแกนนำ ปชป.ยังรู้ดีแก่ใจว่าจริตของกลุ่มผู้ชุมนุมคนชั้นกลางที่ตนเองเป็นแกนนำนั้นไม่ใช่ม็อบชนิดที่ใช้ “ล้มรัฐบาล” เพราะเป็นกลุ่มคนที่อ่อนไหวต่อแดด ฝน และแรงลม แต่อย่าลืมว่าขณะเดียวกันประชาชนกลุ่มนี้ก็มีคุณลักษณะพิเศษสำคัญ คือ เป็นกลุ่มกระแสคนกรุงที่สามารถสร้างความชอบธรรมให้ฝ่ายที่ตนเองฝักใฝ่ใช้ “กลไกพิเศษ” เข้ามาจัดการกับรัฐบาลที่ตนเองต่อต้านได้

เมื่อประเด็นคลั่งชาติ อารยะขัดขืน ไม่ติดไฟ ประกอบกับกลไกพิเศษจากการทหารไม่ได้รับการขานรับ กลไก “ตุลาการภิวัฒน์” ผ่านการวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญ จึงเป็นความหวังสุดท้ายของม็อบนกหวีด ที่ ณ วันนี้เจอโจทย์ใหญ่ที่ว่าจะเลือกหยิบไพ่ที่เหลืออยู่น้อยนิดมาเลี้ยงกระแสม็อบให้ลากยาวได้อย่างไร เพื่อไปให้ถึงวันที่ “ใบสุดท้าย” มาถึง ซึ่งนับเป็นวันเสี่ยงเกิดศึกใหญ่ที่มีทั้ง “แกนนำ” และ “มวลชน” ของแต่ละฝ่ายเป็นเดิมพัน

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว