posttoday
ไทนแลนด์จ่อทรุดหนักคดีพระวิหารเติมเชื้อไฟการเมือง

ไทนแลนด์จ่อทรุดหนักคดีพระวิหารเติมเชื้อไฟการเมือง

13 พฤศจิกายน 2556

ความบาดหมางระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชาที่ดำเนินมาอย่างยาวนานหลายปี

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ความบาดหมางระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชาที่ดำเนินมาอย่างยาวนานหลายปี และนำไปสู่การปะทะดุเดือดบริเวณชายแดนที่ดูจะหนักหน่วงรุนแรงอย่างมากช่วงจากปี 2008 ที่กัมพูชาจัดการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ดูเหมือนจะยุติเสร็จสิ้นลงเมื่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) อ่านคำพิพากษาตัดสินเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ศาลโลกได้ยืนกรานให้รับทราบชัดเจนโดยทั่วหน้ากันแล้วว่า ตัวปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบ รวมถึงบริเวณชะง่อนผาเป็นของกัมพูชาตามที่ศาลโลกได้พิพากษาตัดสินไปแล้วเมื่อปี 1962 และตอกย้ำให้พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่ที่ไทยกับกัมพูชาต้องไปเจรจาตกลงหาทางออกร่วมกันเอาเอง ห้ามมิให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้กำหนดทางแก้ไขเพียงฝ่ายเดียว

อย่างไรก็ตาม แม้คำตัดสินจะสามารถตีความได้ว่า ไม่มีฝ่ายใดบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องการอ้างสิทธิเด็ดขาดเหนือพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องพูดคุยตกลงร่วมกันเอง โดยศาลโลกเพียงกำหนดกติกาไว้กว้างๆ ว่าห้ามมิให้มีการกำหนดทางแก้ไขแต่เพียงฝ่ายเดียว

ทว่า ในมุมมองนักวิเคราะห์ต่างชาติ ผลลัพธ์ที่ไม่มีผู้แพ้หรือชนะครั้งนี้กลับดูจะเป็นงานหนักสำหรับไทย เนื่องจากไม่ต่างอะไรกับการเติมเชื้อเพลิงให้สถานการณ์การเมืองภายในไทยโหมกระพือรุนแรงแตกแยกมากขึ้นไปอีก กระทั่งอาจเรียกได้ว่าไทยกำลังถูกกัดกร่อนศักยภาพจากปัญหาภายในของตนเอง

ทั้งนี้ การที่รัฐบาลไทยไม่สามารถทวงสิทธิเหนือพื้นที่ทับซ้อน ทำให้กลุ่มที่อ้างตัวว่ารักชาติบางกลุ่มสามารถใช้เป็นประเด็นโจมตีรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เชื่อกันว่าเป็นเงาของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ผู้ซึ่งมีเสียงครหาหนักว่าสมคบคิดกับฝ่ายกัมพูชาในการแลกเปลี่ยนพื้นที่ของไทยกับผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง

ยิ่งเมื่อกอปรกับสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังทวีความตึงเครียด โดยมีเหตุจากร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมของรัฐบาลไทย ที่ล่าสุด แม้สมาชิกวุฒิสภา มีมติคว่ำบาตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ท่าทีของพรรคฝ่ายค้านที่ยืนกรานหนักแน่นว่าจะจัดการชุมนุมต่อไป เนื่องจากกลัวว่ารัฐบาลอาจอาศัยทีเผลอเสนอร่างนิรโทษกรรมเข้าสภาอีกรอบ ก็ยิ่งทำให้นักวิเคราะห์ต่างชาติส่วนใหญ่ไม่สามารถคาดการณ์เป็นอื่นได้ นอกจากการทำใจรอดูการชุมนุมประท้วงใหญ่อีกหลายระลอกภายในกรุงเทพฯ

นักวิเคราะห์หลายสำนักลงความเห็นสอดคล้องกันว่า ไทยมีแนวโน้มผจญงานหนักจากปัญหารอบด้าน โดยมีจุดเริ่มต้นจากปัจจัยขัดแย้งทางการเมืองที่จะส่งผลให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมหยุดชะงักไปตามๆ กัน ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใดที่นักลงทุนต่างชาติจะถอนทุนถอยห่างจากตลาดไทย ยืนยันได้จากปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เฉพาะวันที่ 11 พ.ย. ที่ลดลงถึง 88% ของการซื้อขายเฉลี่ยทั้งวันช่วง 30 วันที่ผ่านมา

ยังไม่นับรวมปัญหาหนี้มหาศาลที่เกิดจากนโยบายประชานิยมของภาครัฐ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ซึมเซาจนไม่สามารถตั้งความหวังได้มากนัก และปัญหาเฉพาะหน้าอย่างการเร่งหาข้อตกลงร่วมกับกัมพูชาในเรื่องพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร ก่อนที่กัมพูชาจะอาศัยความเป็นมรดกโลกของปราสาทพระวิหารตัดผลประโยชน์ที่ไทยควรจะได้รับโดยไม่ทันตั้งตัว

ทั้งนี้ ก้าวต่อไปของไทยต่อจากนี้ จึงถือเป็นการตัดสินใจเลือกครั้งสำคัญของประเทศอีกครั้งว่าจะดิ้นรนเพื่อหาโอกาสพากันรอด หรือถ่วงกันร่วง

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ