posttoday
ปลุกปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่

ปลุกปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่

12 พฤศจิกายน 2556

หลังจากได้พูดคุยกับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล หลายครั้งถึงปัญหาวิกฤตของบ้านเมือง และเห็นว่าแม้ว่าพวกเราจะได้ยุติบทบาทการเป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) แล้วก็ตาม แต่เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแสดงจุดยืนให้สังคมได้รับทราบในสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน ดังนี้

หลังจากได้พูดคุยกับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล หลายครั้งถึงปัญหาวิกฤตของบ้านเมือง และเห็นว่าแม้ว่าพวกเราจะได้ยุติบทบาทการเป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) แล้วก็ตาม แต่เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแสดงจุดยืนให้สังคมได้รับทราบในสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน ดังนี้

1.ผมและคุณสนธิ ขอให้กำลังใจพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่าที่ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านและต่อสู้ปัญหาเชิงประเด็นเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติทุกกลุ่ม เช่น การคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม การคัดค้านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 การเคลื่อนไหวเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ การคัดค้านการขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีและการปฏิรูปพลังงาน ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอให้กำลังใจประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ เพราะถือว่าแม้จะมีเป้าหมายต่างกัน ยุทธวิธีต่างกัน แต่ก็มีความเสียสละและรักชาติบ้านเมืองเหมือนกัน

2.การที่ พธม.ได้ยุติบทบาทไป เราหวังว่าเมื่อยุติบทบาทไปจะทำให้เกิดการเร่งปฏิกิริยาทางการเมือง และเตือนสติให้ประชาชนจะออกมาทำหน้าที่ของตัวเองมากขึ้นโดยไม่ต้องอยู่ภายใต้ธงนำของ พธม.อีกต่อไป และเมื่อถึงวันนี้ยุทธวิธีดังกล่าวได้ปรากฏเห็นชัดเจนว่ารัฐบาลย่ามใจลุแก่อำนาจมากขึ้น จนเป็นที่มาของ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพราะประมาทว่าหากไม่มีแกนนำอย่างพวกเราแล้วจะมีผู้ต่อต้านรัฐบาลน้อยลง ในอีกด้านหนึ่งก็ปรากฏว่าประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกชนชั้น ทุกสาขาอาชีพ ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวโดยไม่ต้องชี้นำจากกลุ่มคนใด จึงเป็นการยืนยันอีกครั้งว่าการยุติบาทบาทของพวกเราคือยุทธวิธีที่ก่อกำเนิดและการขยายแนวร่วมกลุ่มใหม่

3.ในแถลงการณ์ฉบับสุดท้ายของ พธม. ลงมติเป็นเอกฉันท์ ได้สรุปเอาไว้ว่าเงื่อนไขเดียวที่จะคุ้มค่าต่อประเทศชาติเพื่อให้เกิดการกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง คือ 1.สถานการณ์ถึงพร้อมที่ทุกภาคส่วนต้องการการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ และ 2.ถ้าพี่น้องประชาชนยังคงต้องการพวกเราให้เป็นแกนนำ

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่ที่ตื่นและลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวยังคงจำกัดขอบเขตแค่การคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เท่านั้น การคัดค้านปัญหารายประเด็นเรื่องนี้มีแนวร่วมของมวลประชาชนเป็นจำนวนมากมายมหาศาลที่มีความสมบูรณ์ดีอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องอาศัยการกลับมาเคลื่อนไหวอีก

แต่ความจริงแล้วปัญหาวิกฤตของประเทศชาติไม่ได้มีเพียงแค่ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เท่านั้น เพราะยังมีวิกฤตชาติอีกหลายประเด็นภายใต้การบริหารของรัฐบาลชุดนี้ และเมื่อประชาชนคัดค้านการกระทำความผิดของรัฐบาลเรื่องหนึ่ง รัฐบาลก็จะไปกระทำความผิดเรื่องเลวร้ายวิกฤตของชาติในเรื่องอื่นๆ ต่อไปได้อีก ดังนั้นลำพังการเคลื่อนไหวเพียงแค่คัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพียงอย่างเดียวย่อมไม่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตของชาติได้ และการขับไล่รัฐบาลเพื่อให้รัฐบาลลาออกหรือยุบสภาภายใต้ระบบการเมืองเช่นนี้ ก็ยังแก้ไขปัญหาของประเทศไม่ได้อย่างแท้จริงเช่นกัน จึงมีเพียงการเปลี่ยนแปลง ปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่เท่านั้นที่จะยุติวิกฤตของประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน

แต่ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ได้มีพัฒนาการของการชุมนุมหลายเวที อาจมีโอกาสที่สถานการณ์จะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศในวันข้างหน้าได้ หากทุกฝ่ายได้ร่วมมือร่วมใจกำหนดเป้าหมาย ผลักดัน และเรียกร้องการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ให้เป็นเอกภาพในเวลาอันใกล้นี้

แต่ผมก็หวังไปมากกว่านั้น ด้วยว่าองค์กรและสถาบันอื่นจะทำหน้าที่ของตัวเองด้วย เช่น ผู้ที่มีโอกาสจะเข้าสู่อำนาจในอนาคตทุกกลุ่ม องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ทหาร และข้าราชการทุกหมู่เหล่า

อย่างไรก็ตาม สำหรับในวันนี้ วันที่ 11 พ.ย. 2556 เป็นวันสำคัญที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะได้มีการตัดสินการตีความคดีปราสาทพระวิหารเมื่อปี 2505 แม้จะไม่ใช่เป็นเรื่องการปฏิรูปประเทศ แต่ก็เป็นปัญหาอีกประเด็นหนึ่งที่กำลังจะเป็นวิกฤตของชาติอันใหญ่หลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกรัฐสภาเสียงข้างมากได้ลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2556 สามารถทำสัญญาระหว่างประเทศ และยกผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและอธิปไตยให้ต่างชาติได้โดยสามารถปกปิดให้ประชาชนไม่ต้องรับรู้ ก่อนที่จะมีการตัดสินคดีปราสาทพระวิหาร ถือได้ว่าเป็นเจตนาที่ไม่โปร่งใส และมีพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ พธม.เคยเคลื่อนไหวชุมนุมในเรื่องอธิปไตยของชาติในกรณีปราสาทพระวิหารและผลประโยชน์ทางทะเลตั้งแต่ปี 2551 และเคลื่อนไหวชุมนุมอีกครั้งในปี 2555 อีกทั้งได้เสนอหาทางออกเอาไว้แล้ว ซึ่งก็ไม่เคยได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลแต่อย่างใด

นอกจากนี้ วันที่ 8 ม.ค. 2556 แกนนำ พธม. ได้มีมติให้นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ยื่นข้อเรียกร้องต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ปฏิเสธอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และรักษาอธิปไตยของราชอาณาจักรไทย

เมื่อเวลาผ่านไปถึง 10 เดือนกว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันก็เพิกเฉยและไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องดังกล่าวข้างต้น ผมในฐานะที่เป็นอดีตข้าราชการทหารผ่านศึกสงครามที่เคยรับใช้ประเทศชาติในการปกป้องผืนแผ่นดินไทยมาก่อน จึงมีสถานภาพต่างจากอดีตแกนนำ พธม.ท่านอื่น ประกอบกับได้มีส่วนในการลงนามคัดค้านอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศร่วมกับประชาชนคนอื่นต่อองค์การสหประชาชาติมาแล้ว อีกทั้งยังมีฐานะในการเป็นประธานกองทัพธรรมมูลนิธิ ซึ่งเป็นองค์กรที่เข้าร่วมการชุมนุมครั้งนี้ร่วมกับกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณอย่างเต็มตัว เมื่อถึงเวลาวิกฤตเช่นนี้จึงไม่สามารถที่จะอยู่นิ่งเฉยได้ ประกอบกับได้รับคำปรึกษาจากผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ซึ่งมีส่วนร่วมและมีความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี ผมจึงเห็นว่าการเคลื่อนไหวในครั้งนี้มีความคุ้มค่าสำหรับตัวผมเอง ผมจึงขอประกาศยืนยันว่าจะไม่รับอำนาจศาลโลก ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นไร และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ รวมถึงพี่น้อง พธม. ร่วมกันเคลื่อนไหวประกาศไม่รับอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 และร่วมกันปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างถึงที่สุด

อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่ายังมีความจำเป็นทางกลยุทธ์ที่ต้องมีหนทางสำรองเอาไว้ในยามวิกฤต เพื่อบรรลุเป้าหมายการปฏิรูปประเทศไทยอย่างแท้จริง จึงได้ขอร้องให้คุณสนธิยังไม่ต้องออกมาเคลื่อนไหวขึ้นเวทีในเวลานี้ เพื่อประโยชน์ทางยุทธวิธี

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ