
วิกฤตแล้งลามหนักสองเขื่อนยุติจ่ายน้ำ
ภาวะภัยแล้งทำให้ฝนทิ้งช่วงนานจนระดับน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่สองเขื่อนที่เป็นแหล่งน้ำสำคัญสำหรับการเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือ คือเขื่อนภูมิพล จ.ตาก และเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ มีระดับน้ำต่ำจนถึงขีดสุด จึงต้องยุติการจ่ายน้ำสำหรับการเกษตรกรรมตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และจะเริ่มจ่ายน้ำได้อีกครั้งในช่วงเดือน มิ.ย.
นายบัณฑิต อินต๊ะ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพิษณุโลก เปิดเผยว่า เขื่อนภูมิพลมีน้ำเหลือ 1,050 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 10% ของระดับน้ำใช้การ เขื่อนสิริกิติ์มีน้ำต้นทุนเหลือ 775 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 11% ของน้ำใช้การ ส่วนเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน อ.วัดโบสถ์ เหลือน้ำ 149 ล้าน ลบ.ม. หรือ 20% ของความจุอ่าง แต่การระบายน้ำเพื่อสนับสนุนพื้นที่ตอนล่างทุ่งราบเจ้าพระยา และน้ำก็เหลือน้อยเต็มทีแล้ว
“
ที่ผ่านมาพื้นที่เกษตรที่ส่วนใหญ่เป็นนาข้าว ทั้งในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน ได้มีการจ่ายน้ำไปช่วยเหลือจนไม่มีพื้นที่ใดประสบปัญหาภัยแล้ง ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีฝนตก เกษตรกรจึงตื่นตัวที่จะเริ่มปลูกข้าวนาปี จึงอยากขอให้เกษตรกรชะลอการปลูกข้าวนาปีออกไปก่อนจนถึงช่วงเดือน มิ.ย. ควรเริ่มปลูกเมื่อเห็นว่าฝนตกลงมาแล้ว ทั้งนี้ตลอดช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมา ชลประทานจังหวัดได้พยายามช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเต็มที่แล้ว” นายบัณฑิต กล่าวนายพิเชษฐ์ เจริญภาพ ชาวนา ต.วังพิกุล อ.วังทอง จ.พิษณุโลก กล่าวว่า ขณะนี้ชาวนาต่างขุดบ่อบาดาลสูบน้ำมาใช้ทำนาปรังกันไม่ต่ำกว่า 100 ราย ในการขุดบ่อแต่ละครั้งต้องใช้เงินทุนประมาณ 23 หมื่นบาท ซึ่งชาวนาก็ต้องเสี่ยงในการลงทุนทำนาต่อ เพราะหากไม่ทำนาในช่วงนี้ก็ไม่มีอาชีพเสริมอื่นๆ ไม่มีรายได้ใดๆ
“
ที่สำคัญหลังจากทราบข่าวว่าชลประทานจะหยุดส่งน้ำจากเขื่อนนั้น ทำให้ชาวนาต้องหาวิธีการต่างๆ เพื่อนำน้ำมาใช้ในนาข้าว เพราะว่าบางพื้นที่น้ำในนาข้าวเริ่มแห้ง ข้าวเริ่มแห้งตาย” นายพิเชษฐ์ กล่าว






