
สองตรรกะวิบัติในการเมืองไทย
ในความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา เราได้เห็นมุมมองความคาดหวังที่แตกต่างกันต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ นั่นคือ มุมมองที่ตีความมาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญเพื่อคืนพระราชอำนาจให้สถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อแก้ทางตันทางการเมือง กับมุมมองที่ไม่เห็นด้วย
ในความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา เราได้เห็นมุมมองความคาดหวังที่แตกต่างกันต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ นั่นคือ มุมมองที่ตีความมาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญเพื่อคืนพระราชอำนาจให้สถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อแก้ทางตันทางการเมือง กับมุมมองที่ไม่เห็นด้วย
ความแตกต่างนี้ สะท้อนให้เห็นว่า จาก พ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบัน เรามีปัญหาความไม่ลงตัวของการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ การที่สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกดึงลงมาเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมือง และนำไปสู่ความแตกแยกร้าวลึก ก็เพราะว่าประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์มีความเปราะบางและอ่อนไหวในสังคมการเมืองไทย อันสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความไม่ลงตัวดังกล่าว อันนำมาซึ่งความขัดแย้งที่ร้าวลึกรุนแรงในปัจจุบัน นั่นคือ วิวัฒนาการของระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของเรายังไม่ลงตัวและยังไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันในสังคมได้ว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยในแบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญคืออะไร?
“ปัญหาวิวัฒนาการของระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของเราที่ยังไม่ลงตัว” นี้ ได้นำไปสู่ “ตรรกะวิบัติต่อระบอบประชาธิปไตย” นั่นคือ มีกระแสมวลชนที่ยังเรียกร้องและสนับสนุน (หรือนิ่งเฉยเพื่อรอ) ให้มีการแก้ปัญหาวิกฤตการเมืองโดยการทำรัฐประหารโดยสถาบันทหาร เพื่อคืนพระราชอำนาจให้องค์พระมหากษัตริย์ เพื่อแต่งตั้ง “คนดี” มาเป็นรัฐบาลชั่วคราว เพื่อ “ร่างรัฐธรรมนูญที่ดี” เพื่อนำไปสู่การมีระบบการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมและมีระบบที่สามารถตรวจสอบถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพ โดยไม่ตระหนักว่าการเรียกร้องวิธีการแก้ปัญหาดังกล่าว จะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ เพราะว่าหากเป้าหมายสำคัญ คือ “การร่างรัฐธรรมนูญที่ดี” แล้ว ประชาชนควรจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการผลักดันให้มีการแก้ไข หรือรักษาเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่ตนคิดว่าเหมาะสมที่จะก่อให้เกิดระบบการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมและมีระบบที่สามารถตรวจสอบถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพด้วยตัวเอง มากกว่าที่จะคาดหวังให้เป็นภาระของสถาบันพระมหากษัตริย์
ควบคู่ไปกับ “ตรรกะวิบัติประชาธิปไตย” ก็คือ “ตรรกะวิบัติทางจริยธรรม” ที่มีสาเหตุมาจากวังวน “ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองและการใช้นโยบายประชานิยมเพื่อหวังผลทางการเมืองเฉพาะหน้า และการยอมรับสภาพดังกล่าวของประชาชนจำนวนมาก” นำไปสู่ นั่นคือ นักการเมืองโกงได้ไม่เป็นไรหากแบ่งหรือให้ประโยชน์ ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้มิได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น เพราะในกรณีนักการเมืองทุจริตและการใช้นโยบายประชานิยม มีผลการศึกษาที่น่าสนใจจากบทความ “Why Do Corrupt Governments Maintain Public Support ?” ของ 2 นักรัฐศาสตร์อเมริกัน (Manzetti and Wilson) ตีพิมพ์ใน Comparative Political Studies พยายามตอบข้อสงสัยว่า “ทำไมประชาชนจึงยังคงสนับสนุนรัฐบาลที่ทุจริตคอร์รัปชั่น?”
บทความนี้ชี้ว่า ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 ทั่วโลกตื่นตัวต่อผลเสียร้ายแรงที่เกิดจากการคอร์รัปชั่นของนักการเมืองที่กระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นทางการเมืองของประชาชนบางประเทศ เช่น บราซิล เปรู และเอกวาดอร์ ประชาชนไม่พอใจอย่างแรงต่อการทุจริตคอร์รัปชั่นของผู้นำ จนถึงขั้นถอดถอนออกจากตำแหน่ง หรือกรณีอิตาลี เยอรมนี และญี่ปุ่น ที่นายกรัฐมนตรีถูกกดดันจนต้องลาออก รวมทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทำนองเดียวกันในฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม แม้สื่อมวลชนจะประโคมให้เห็นว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวถือเป็นหมุดหมายของการต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชั่น
แต่กระนั้น ข้อเท็จจริงอันหนึ่งที่ยังไม่ได้สนใจวิเคราะห์จริงจัง ก็คือ นักการเมืองที่ทุจริตหรือชื่อเสียงเสื่อมเสียเหล่านั้น จำนวนไม่น้อยได้รับชัยชนะมีคะแนนเสียงท่วมท้นในการเลือกตั้ง ได้กลับเข้าไปมีอำนาจทางการเมืองอีก! หนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นชัดเจน คือ กรณี ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี นักธุรกิจการเมืองเจ้าพ่อสื่อของอิตาลี แม้ว่าเขาจะถูกศาลไต่สวนในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับอาชญากรรมร้ายแรงมากมาย แต่เขาก็ยังได้รับเลือกกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี ในปี 2537 และ 2543 ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ทำให้นักวิชาการต้องหาคำตอบว่า ทำไมประชาชนยังจะเลือกนักการเมืองทุจริตฉ้อฉลเหล่านี้อีก? Manzetti และ Wilson ได้เก็บตัวอย่างและศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบปรากฏการณ์ทางการเมืองดังกล่าวนี้จาก 14 ประเทศ ได้ข้อสรุปว่า หลักฐานทางสถิติสอดคล้องกับสมมติฐานการศึกษาที่พวกเขาได้ตั้งไว้ นั่นคือ “ประชาชนในประเทศที่สถาบันการเมืองและระบบราชการอ่อนแอไร้ประสิทธิภาพ แต่มีความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ที่เข้มแข็ง มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนผู้นำที่ฉ้อฉล ที่ประชาชนคาดหวังว่าจะได้รับประโยชน์ที่จับต้องได้จากผู้นำแบบนี้”
ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่า ตราบที่บรรดาผู้นำทางการเมืองที่ทุจริตฉ้อฉลเหล่านี้ ยังสามารถสนองตอบความพอใจให้แก่บรรดาเครือข่ายในระบบอุปถัมภ์ของพวกเขาได้ โดยการยักย้ายถ่ายเททรัพยากรของรัฐ พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะยังคงไว้ซึ่งการสนับสนุนทางการเมืองจากประชาชน ซึ่งนักวิชาการทั้งสองเห็นว่า ในประเทศที่มีเงื่อนไขที่หล่อเลี้ยงปรากฏการณ์ทางการเมืองในลักษณะนี้ให้เจริญเติบโตอยู่ ลำพังเพียงการปฏิรูประบบการบริหารงานภาครัฐ ไม่สามารถแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นของผู้นำทางการเมืองประเภทนี้ได้
ผลการศึกษาของนักวิชาการทั้งสองนี้ ช่วยเป็นกระจกเงาให้เราเข้าใจวิกฤตการเมืองในบ้านเราว่า วิกฤตการเมืองที่ผ่านมาอย่างน้อย 5 ปีนี้ไม่ได้แปลกอะไร เพราะที่อื่นๆ ก็เป็นกันและมีปัญหาเหมือนกันกับบ้านเรา เมื่อมองย้อนดูบ้านเรา จะพบว่าประชาชนส่วนใหญ่เฉยชาหรือยอมรับการคอร์รัปชั่นและปล่อยให้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตปกติ คำถามคือ ทางออกวิกฤตการเมืองขณะนี้ จะช่วยให้หลุดจากสองตรรกะวิบัตินี้ได้หรือไม่? ถ้าได้ แต่หลุดไปไหนไม่รู้ กู่ไม่กลับ จะทำอย่างไรกัน?







