posttoday
LNG ทางเลือกใหม่พลังงานไทย?

LNG ทางเลือกใหม่พลังงานไทย?

08 พฤศจิกายน 2556

“พลังงาน” เป็นปัญหาใหญ่ที่ผู้คนทั้งโลกกำลังวิตกหนักมากขึ้นทุกที เพราะการใช้พลังงานของโลกโดยรวมได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

“พลังงาน” เป็นปัญหาใหญ่ที่ผู้คนทั้งโลกกำลังวิตกหนักมากขึ้นทุกที เพราะการใช้พลังงานของโลกโดยรวมได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ยิ่งเราใช้พลังงานในชีวิตประจำวันมากขึ้นเท่าไหร่ ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานก็ลดน้อยลงทุกที

ที่สำคัญ พลังงานเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาประเทศ ทุกวันนี้ประเทศที่มีพลังงานเป็นของตัวเอง และประเทศที่ต้องนำเข้าต่างก็มีเป้าหมายเดียวกัน คือการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของตัวเอง จึงพยายามวางนโยบายด้านพลังงานให้มีปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการและมีราคาที่เหมาะสมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

เมื่อมาดูสถานการณ์พลังงานของประเทศไทยเราตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน เราหาแหล่งพลังงานเพื่อความมั่นคงของประเทศ ทั้งจากแหล่งในประเทศและนอกประเทศ

ปัจจุบันมูลค่าการใช้พลังงานของเราขยับสูงขึ้นถึง 2 ล้านล้านบาทต่อปี โดยพลังงานส่วนใหญ่ที่เราจัดหามาใช้ จะอยู่ในรูปของน้ำมันประมาณ 37% ก๊าซธรรมชาติ 43% ที่เหลือก็มีทั้งถ่านหิน ลิกไนต์ พลังน้ำ ไฟฟ้านำเข้า รวมกัน 20%

ตัวเลขที่ว่านี้พอจะสะท้อนได้ชัดว่า ก๊าซธรรมชาติถูกใช้มากที่สุด โดยมีการคาดการณ์กันว่า ในปี 2556 ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติของไทย จะมีปริมาณเฉลี่ยอยู่ที่ 4,600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ขณะที่การจัดหาแหล่งก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย มีประมาณ 3,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากแหล่งบนบกประมาณ 100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากพม่า 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน รวมแล้วเราจัดหาพลังงานจากแหล่งก๊าซธรรมชาติทั้งหมดได้ประมาณ 4,700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ชนิดที่พออยู่พอใช้กันไปวันๆ

ฉะนั้น หากแหล่งก๊าซธรรมชาติใดมีปัญหา ก็จะมีผลกระทบต่อผู้ใช้ทันที อย่างกรณีไฟฟ้าดับเพราะก๊าซธรรมชาติที่ใช้ผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอ และหากประมาณการกันต่อไปว่า อัตราเติบโตการใช้ก๊าซธรรมชาติ จากนี้ไปเฉลี่ยปีละ 34% บวกกับปริมาณสำรองของแหล่งก๊าซธรรมชาติในปัจจุบันที่มีแนวโน้มลดลงอีก ก็ยิ่งน่าเป็นห่วงว่าจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของเรา

หากจำแนกแยกแยะลงไปอีก ก็จะรู้ว่าก๊าซธรรมชาติที่เรานำเข้าจากแหล่งในประเทศและนอกประเทศ ถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในภาคส่วนเศรษฐกิจที่สำคัญตามลำดับ คือ ผลิตไฟฟ้า 59% อุตสาหกรรม 14% ปิโตรเคมี 14% อุตสาหกรรมขนาดเล็ก ครัวเรือนและขนส่ง 7% NGV อีก 6% และหากภาคส่วนเหล่านี้ต้องการใช้ในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น แล้วเราจะไปหาก๊าซธรรมชาติมาจากที่ไหน

ในเวลานี้ มีการกล่าวกันว่า ก๊าซธรรมชาติจะกลายเป็น “เชื้อเพลิงพื้นฐานของโลก” และก๊าซธรรมชาติในอนาคตจะมีพลังงานที่ถูกนำมาใช้ถึง 1 ใน 4 ของพลังงานทั้งหมดในโลก

ทำให้มีการคาดการณ์และเริ่มให้ความสำคัญกับพลังงานก๊าซธรรมชาติมากขึ้น และมีแนวโน้มสูงกว่าน้ำมัน

หลังจากมีการค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งขนาดใหญ่ในโมซัมบิกและแทนซาเนีย หรือการพัฒนาก๊าซธรรมชาติที่ได้จากชั้นหิน Shale Gas ในอเมริกาเหนือและจีน มีส่วนทำให้หลายประเทศในเวลานี้ แข่งขันกันเข้าจับจองแหล่งสำรองก๊าซธรรมชาติใหม่ทั่วโลก

ประเทศไทยก็มีแนวความคิดเช่นเดียวกับหลายประเทศ จึงพยายามออกไปแสวงหาแหล่งก๊าซธรรมชาติใหม่ๆ รวมทั้งการจัดหาก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น

ปัจจุบันนี้ ปตท.มีแผนนำเข้า “ก๊าซธรรมชาติเหลว” หรือ LNG ปีละ 1 ล้านตัน

โดยในช่วงแรกได้จัดซื้อจากตลาดจร (Spot) หรือในรูปแบบสัญญาระยะสั้นจากแหล่งในตะวันออกกลาง อเมริกาใต้ และออสเตรเลีย จนถึงปี 2558

นอกจากนั้น ปตท.เข้าทำสัญญาระยะยาวกับกาตาร์ เพื่อซื้อ LNG ในปริมาณ 2 ล้านตันต่อปี โดยมีกำหนดเริ่มรับ LNG ตั้งแต่ต้นปี 2558 นี้

LNG จึงถูกมองว่าน่าจะเป็นตัวช่วยสำคัญ

ในอดีตไทยจะจำกัดอาณาเขตการจัดหาแหล่งก๊าซธรรมชาติเพียงภายในประเทศและในภูมิภาคใกล้เคียงเท่านั้น ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องใหม่ที่จะทำให้การจัดหา การซื้อขาย กระจายตัวออกไปมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ก็ทำให้หลายประเทศ รวมทั้งไทยจะได้นำก๊าซธรรมชาติมาทดแทนการใช้น้ำมันที่มีราคาสูงกว่า LNG ซึ่งเป็นก๊าซธรรมชาติที่สะอาด ไร้กลิ่น ปราศจากสารกัดกร่อน และสามารถระเหยในอากาศอย่างรวดเร็ว ทำให้มีความปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อเสียอยู่บ้าง เนื่องจากแหล่ง LNG อยู่ไกลจากประเทศเรามาก จนไม่สามารถส่งเข้าทางท่อก๊าซที่เรามีอยู่ได้ จึงต้องอาศัยการขนส่งทางเรือ

นอกจากนั้น ยังมีกระบวนการพิเศษที่จะต้องเปลี่ยนก๊าซธรรมชาติเป็นของเหลว (Liquefaction Plant) ก่อน และเมื่อส่งมาถึงผู้ใช้ก็ต้องแปรสภาพของเหลวกลับไปเป็นก๊าซธรรมชาติอีกครั้ง ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง อีกทั้งโครงสร้างราคา LNG ก็ยังไม่เป็นมาตรฐานเดียวกันเหมือนกับน้ำมัน

แต่หากพิจารณาจากสถานการณ์พลังงานของไทยในวันนี้ ดูเหมือนเราจะไม่มีทางเลือกมากนัก เพราะถึงแม้รัฐบาลจะมีนโยบายสร้างความมั่นคงด้านพลังงานระยะสั้นและระยะยาว โดยการลดใช้พลังงาน ส่งเสริมพลังงานทดแทน และการจัดหาพลังงานให้มีความมั่นคงเพียงพอก็ตาม แต่การใช้พลังงานที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นมาก รวมกับราคาอันเป็นที่ยอมรับของผู้ใช้คนไทย น่าจะเป็นโจทย์ที่ท้าทายในการวางนโยบายด้านพลังงานที่เหมาะสมสำหรับประเทศ

ทุกวันนี้แม้เราจะมีนโยบายส่งเสริมการใช้ LNG อยู่บ้างแล้วก็ตาม แต่ผมก็อยากเห็นยุทธศาสตร์ LNG ของประเทศไทยที่ชัดเจนว่า ในอนาคตก๊าซธรรมชาติจะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อพลังงานของชาติอย่างไร จนถึงขนาดที่จะมาทดแทนน้ำมันหรือไม่ หากใช่...ไทยจะมีนโยบายในเรื่องนี้อย่างไร

ผมคิดว่าโครงสร้างพลังงานของโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงในอีกไม่ช้า จากการค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติใหญ่ๆ รวมทั้ง Shale Gas การนำพลังงานมาเป็นเชื้อเพลิง อย่างเช่น ถ่านหิน ลิกไนต์ พลังงานน้ำ โดยยังไม่ก้าวไปถึงนิวเคลียร์ ก็มีความยากลำบากอยู่แล้ว

นอกจากนั้น ต่อไปการอุดหนุนราคาพลังงานอย่างที่ทำอยู่กับก๊าซ NGV LPG หรือแม้กระทั่งน้ำมันดีเซล ก็จะทำต่อไปได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น

การนำเข้า LNG ของ ปตท. และแผนการขยายความสามารถของสถานีรับจ่าย LNG (LNG Receiving Terminal) เพิ่มขึ้นเท่าตัว ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะจะมีส่วนช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานแก่ประเทศ แต่ในระยะยาว หากเราจะมียุทธศาสตร์ด้าน LNG ที่ชัดเจน ก็จะเป็นผลดีต่อประเทศอย่างมาก

เพราะเมื่อโครงสร้างพลังงานของโลกเปลี่ยนแปลงไปสู่ LNG มากขึ้น ไทยจะได้ไม่ตกขบวนครับ

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก