
"สุรินทร์"นำมธ.ค้านประนามเผด็จการเลือกตั้ง
กลุ่มประชาคมและศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) หลายพันคน นำโดย สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดี มธ. รวมตัวคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม บริเวณลานปรีดี พนมยงค์ มธ.ท่าพระจันทร์ เคลื่อนขบวนมายังถนนราชดำเนินมุ่งหน้าไปรัฐสภาเพื่อยื่นแถลงการณ์คัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่มาหยุดอยู่ที่แนวกั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่หน้าสำนักงานองค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย ถนนราชดำเนิน ก่อนจะส่งตัวแทนเจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขอให้เปิดทางให้กลุ่มประชาคมฯ เดินทางเข้าไปยื่นแถลงการณ์ที่รัฐสภา
กลุ่มประชาคมและศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) หลายพันคน นำโดย สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดี มธ. รวมตัวคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม บริเวณลานปรีดี พนมยงค์ มธ.ท่าพระจันทร์ เคลื่อนขบวนมายังถนนราชดำเนินมุ่งหน้าไปรัฐสภาเพื่อยื่นแถลงการณ์คัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่มาหยุดอยู่ที่แนวกั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่หน้าสำนักงานองค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย ถนนราชดำเนิน ก่อนจะส่งตัวแทนเจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขอให้เปิดทางให้กลุ่มประชาคมฯ เดินทางเข้าไปยื่นแถลงการณ์ที่รัฐสภา
อย่างไรก็ตาม ผลการเจรจาสรุปว่ารัฐสภาได้ส่ง สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา มารับหนังสือจากกลุ่มประชาคมฯ ที่บริเวณสำนักงานองค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย
สุรินทร์ กล่าวว่า ชาวธรรมศาสตร์อยากบอกกับชาวโลกว่าประชาชนทั่วประเทศตื่นขึ้นมาเพื่อแสดงเจตนารมณ์ประชาธิปไตย ถ้าสิ่งเหล่านี้ถูกสกัดกั้นโดยรัฐบาล ก็จะเป็นการประณามตัวเองของรัฐบาลสู่ชาวโลก ซึ่งขณะนี้ทั่วโลกต่างตั้งสมญานามให้รัฐบาลว่าเป็นเผด็จการที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว
“วันนี้ชาวธรรมศาสตร์ต้องการประกาศไปยังทั่วโลกว่า ประชาชนชาวไทยต้องการความเปลี่ยนแปลงอย่างสันติภาพตามประชาธิปไตย ตามครรลองของรัฐธรรมนูญ ผมอ่านร่าง พ.ร.บ.แล้วทนไม่ได้ พวกเราจะไม่ยอมอีกแล้ว รัฐบาลยิ่งสกัดกั้นทางออกทางเลือกก็ยิ่งจะน้อย วันนี้เรามาแสดงเจตนารมณ์ว่าเราต้องการให้มีการปฏิรูปเปลี่ยนแปลง พอกันทีกับประชาธิปไตยที่หลอกลวงประชาชน” อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าว
สำหรับแถลงการณ์คัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ของกลุ่มประชาคมและศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีเนื้อหาว่า ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม วาระ 2 และ 3 โดยเร่งรัดเร็วเกินกว่าปกติ ไม่สนใจเสียงท้วงติงจากสังคม เป็นเหตุให้เกิดแรงคัดค้านต่อต้านจากประชาชนทั่วประเทศเรือนแสนเรือนล้านในเวลาเพียง 34 วัน อย่างไม่เคยมีมาก่อน นับจากเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 เราเห็นว่า
1.ท่านได้สร้างตราบาปต่อระบบรัฐสภาด้วยการใช้เสียงข้างมากอย่างไร้สำนึก ด้วยหลงผิดคิดว่าเสียงข้างมากสามารถทำอะไรก็ได้ แม้กระทั่งทำเรื่องผิดกฎหมาย ให้ถูกกฎหมาย ก็ทำได้
2.ท่านได้สร้างวิกฤตศรัทธาและวิกฤตความเชื่อถือต่อนักการเมืองและสังคมการเมืองไทยในสายตาประชาชนหนักหน่วงมากขึ้นไปอีก ซึ่งโดยปกติก็มีอาการหนักหน่วงอยู่แล้ว
3.ท่านได้ใช้อำนาจที่ประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกท่านมาในทางที่ผิดหลักนิติธรรมอย่างมหันต์ ด้วยการใช้อำนาจนั้นไปก้าวก่ายและลบล้างกระบวนการยุติธรรม บ่งบอกว่าท่านกำลังเหลิงในอำนาจจนมองข้ามเจ้าของอำนาจที่แท้จริง
4.ท่านมีพฤติกรรมโกหกหลายครั้งหลายหนนับเฉพาะกรณีการผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนี้ เพียงเพื่อต้องการชิงไหวชิงพริบและเอาชนะทางการเมือง โดยการอ้างการสร้างความปรองดองบังหน้า แม้ว่าทั้งนายกรัฐมนตรี เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีเสียงข้างมากในสภาจะออกมาแถลงว่ายอมถอย รวมทั้งประธานวุฒิสภาและสมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่งก็ได้ออกมาแถลงว่าจะไม่ผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนี้ ในเวลาไล่เลี่ยกันแล้วก็ตาม แต่ตราบาปทั้ง 4 ข้อตามที่กล่าวมาข้างต้น ยังไม่อาจทำให้ประชาชนคลายความคลางแคลงใจหรือวางใจได้ว่าการประกาศแถลงในครั้งนี้จะไม่เป็นการโกหกซ้ำสอง ไม่เป็นการสร้างตราบาปซ้ำสองอีก
เราจึงขอเรียกร้องต่อรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย หากยังยืนยันที่จะบริหารประเทศต่อไป ต้องเร่งปฏิบัติตามสิ่งที่แถลงไว้โดยเร็วที่สุด อย่าทำเพียงเพื่อเอาชนะทางการเมือง อย่าตระบัดสัตย์ซ้ำอีก แต่หากไม่สามารถทำได้ ท่านหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศต่อไปอีก
บทเรียนในครั้งนี้แสดงให้เห็นแล้วว่า ไม่มีอำนาจใดเหนืออำนาจประชาชน และในฐานะที่ประชาชนคือเจ้าของอำนาจที่แท้จริง เราต้องตรวจสอบผู้รับมอบอำนาจจากเราไปว่าเขาใช้อำนาจในทางที่ถูกที่ควรตามเจตจำนงที่เรามอบให้ไปหรือไม่ หากไม่เป็นไปตามเจตจำนง เรามีสิทธิทวงคืนอำนาจนั้นได้







