
ต่างชาติอัดแผนนิรโทษฯไม่แก้ปัญหา-ฉุดสังคมวิกฤต
เปิดประเด็นเป็นข่าวให้สื่อต่างบ้านต่างเมืองรายงานพาดหัวกันอย่างอึกทึกครึกโครมกันอีกระลอก
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
เปิดประเด็นเป็นข่าวให้สื่อต่างบ้านต่างเมืองรายงานพาดหัวกันอย่างอึกทึกครึกโครมกันอีกระลอก สำหรับสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทย ภายหลังนิ่งสงบมานานกว่า 2 ปี โดยชนวนเหตุหลักของการออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ครั้งนี้มาจากการผลักดันพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมของรัฐบาล ภายใต้การบริหารของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ของไทย
ล่าสุด พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับนี้ได้รับการลงคะแนนรับรองอย่างเป็นเอกฉันท์โดยสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เหลือก็เพียงแต่ให้ทางสมาชิกวุฒิสภาพิจารณาลงนามรับรองภายในระยะเวลา 60 วันก่อนจะสามารถประกาศบังคับใช้ออกไป
ทว่า ด้วยโทนเสียงที่ปฏิเสธอย่างแข็งกร้าว ด้วยจำนวนมหาศาลของผู้ที่พร้อมใจมาเข้าร่วมคัดค้านโดยไม่แบ่งฝักฝ่าย และด้วยกระแสตอบสนองในทางบวกต่อการรณรงค์ต่อต้านผ่านตามสื่อกลางต่างๆ ไล่เรียงตั้งแต่วิธีขั้นพื้นฐานแบบปากต่อปาก ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีอย่างเครือข่ายสังคมออนไลน์ ส่งผลให้ความต้องการคลอดพระราชบัญญัติของรัฐบาลไม่ต่างอะไรกับการกวนตะกอนก้นถ้วยที่เพิ่งจะสงบให้กลับมาขุ่นคลั่กอีกครั้ง
แถมการกวนครั้งนี้ยังเป็นสิ่งที่สื่อต่างชาติส่วนหนึ่งมองว่าเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงของรัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่อาจจบลงด้วยหายนะของประเทศได้โดยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ไม่เอื้อต่อการเติบโตของประเทศ และนโยบายการเงินจากชาติมหาอำนาจที่ส่งผลบั่นทอนเสถียรภาพของค่าเงินบาทไทยได้เสมอหากไม่ระมัดระวัง
เจมส์ ฮุกเวย์ ผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า ใจความหลักที่นำไปสู่ปฏิกิริยาต่อต้านจากประชาชนคือ ข้อเท็จจริงที่ว่ากฎหมายมาตรานี้มีส่วนอย่างมากที่จะนำพา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ที่อยู่ในระหว่างการหลบหนีการจับกุมกลับไทยได้โดยปราศจากความผิดใดๆ แต่หนหลัง รวมถึงกรณีทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นเรื่องที่คนไทยรับไม่ได้ เนื่องจากทำให้กฎหมายขาดความศักดิ์สิทธิ์
รายงานข้างต้นสอดคล้องกับรายงานของบีบีซี เอบีซี รอยเตอร์ส เอพี ฟ็อกซ์นิวส์ โกลบอลโพสต์ หรืออัลจาซีรา ที่ระบุไปในทำนองว่าการออกมาชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ของชาวไทยหลายหมื่นคนครั้งนี้ คือความต้องการพาคนคนเดียวกลับบ้านของรัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่ค่อนข้างโจ่งแจ้งชัดเจนเกินไป ทำให้ฝ่ายตรงข้ามนำมาเป็นประเด็นหลักในการท้าทายสั่นคลอนเสถียรภาพและฐานอำนาจของรัฐบาลในปัจจุบัน
สื่อหลายสำนักยอมรับว่า กระแสต่อต้านรุนแรงคราวนี้ค่อนข้างเกินความคาดหมายของรัฐบาลไทย เห็นได้จากการที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ รีบออกแถลงการณ์ถ่ายทอดสดผ่านทางสถานีโทรทัศน์ของไทยทุกช่องเมื่อช่วงเที่ยงของวันอังคารที่ 5 พ.ย. เพียงหนึ่งวันหลังมีการนัดชุมนุมเคลื่อนไหว โดยเน้นย้ำคำประเภทที่ว่า “อภัย” “เริ่มต้นใหม่” “ก้าวไปข้างหน้า” และ “อนาคตของชาติ” เป็นหลัก ซึ่งล้วนเป็นถ้อยคำที่พยายามจะแสดงว่า เพราะรัฐบาลเห็นแก่ประเทศชาติส่วนรวม ดังนั้น จึงมีการตัดสินใจเรื่องพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม
ขณะเดียวกัน โจนาธาน ฮีด ผู้สื่อข่าวจากสถานีโทรทัศน์บีบีซีแห่งอังกฤษ ตั้งข้อสังเกตว่า ในแถลงการณ์ครั้งนี้ของผู้นำไทยไม่มีการเอ่ยถึงคำว่า ทักษิณ ชินวัตร แต่อย่างใด คล้ายตั้งใจจะบอกว่า พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมคราวนี้ทำเพื่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เพื่อคนใดคนหนึ่งตามที่เข้าใจกันอย่างแน่นอน
กระนั้นนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ก็พยายามลดระดับความร้อนแรงของการชุมนุมลงด้วยการให้การสนับสนุนการทำงานของบรรดาวุฒิสมาชิก โดยระบุว่าไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาแบบไหน จะรับรองหรือคัดค้านร่างพระราชบัญญัติ รัฐบาลก็จะเคารพการตัดสินใจของวุฒิสภา ซึ่งทั้งบีบีซี ซีเอ็นเอ็น และโกลบอล โพสต์ ที่อ้างอิงจากสำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า การพูดเช่นนี้คล้ายกับการส่งสัญญาณบางอย่างต่อวุฒิสภา ทำให้หลายฝ่ายมองว่ามีความเป็นไปได้ค่อนข้างมากที่สภาสูงของไทยจะไม่รับร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับล่าสุด เพื่อหลีกเลี่ยงความตึงเครียดทางการเมืองที่จะเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ ความเป็นไปได้ที่วุฒิสภาจะไม่รับร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมนี้ สอดรับกับเสียงสนับสนุนจากรายงานบางฉบับของสื่อนอก เช่น หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล ที่อ้างความเห็นจากบรรดานักวิเคราะห์ทางการเมืองทั้งไทยและต่างชาติว่า การดันทุรังผ่านแผนนิรโทษกรรมอาจก่อให้เกิดความผิดพลาดที่ไม่น่าให้อภัย
พีเอสเอ เอเชีย บริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงและความมั่นคง ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในกรุงเทพฯ แสดงความเห็นในรายงานต่อลูกค้า ระบุว่า หากแผนนิรโทษกรรมล้มเหลว ไทยอาจจะตกอยู่ในสภาวะวุ่นวายทางการเมืองมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอีกราว 34 ปี แต่อย่างน้อยที่สุด การตัดทักษิณออกจากการเมืองไทยก็น่าจะช่วยให้เกิดบรรยากาศที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยินดีประนีประนอมกันมากขึ้น และจะเป็นการสิ้นสุดของยุคทักษินในการเมืองไทยอีกด้วย
ขณะที่ นักสังเกตการณ์อีกกลุ่มหนึ่งระบุว่า พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับนี้ ไม่เพียงแต่เปิดทางให้ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลใช้เป็นประเด็นชุมนุมเคลื่อนไหวมวลชนเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนมิตรให้เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาล
เห็นได้จากการออกมาประท้วงคัดค้านพระราชบัญญัติฉบับนี้ ของกลุ่มคนเสื้อแดงส่วนหนึ่งซึ่งเคยสนับสนุนรัฐบาลชุดนี้ เนื่องจากการนิรโทษกรรมจะทำให้ทหารและรัฐบาลอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ต้องรับผิดชอบต่อการสลายการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง จนมีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตหลายรายเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมอย่างมาก
ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ แห่งสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นความแตกแยกในกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งนับเป็นโอกาสดีที่จะแสดงให้เห็นว่ากลุ่มเสื้อแดงไม่ได้เป็นกลุ่มผู้สนับสนุนทักษิณทั้งหมด แต่ขณะเดียวกัน การปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลและกลุ่มเสื้อแดงกลุ่มนี้ ชุมนุมยืดเยื้อเพื่อคัดค้านพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมย่อมไม่ใช่เรื่องดี
เพราะนักวิเคราะห์การเมืองหลายสำนัก รวมถึงปวินต่างเห็นตรงกันว่าการชุมนุมยิ่งยาวจะยิ่งใหญ่ ยิ่งมีพลัง และยิ่งบานปลายเกินกว่าที่รัฐบาลจะควบคุมได้อีกต่อไป จนในที่สุดอาจยุติด้วยการปะทะบาดเจ็บจนได้เลือดตกยางออกกันอีกรอบ และทำลายภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไทยยังมีการพึ่งพาเงินลงทุนจากต่างชาติ
ทั้งนี้ แม้จะต้องเสียหน้าเพราะไม่อาจผลักดันพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมได้สำเร็จตามที่รัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ หมายมั่นไว้ แต่อย่างน้อยที่สุด การยอมให้วุฒิสภามีทางเลือกปฏิเสธก็เป็นตัวเลือกที่สะดวกที่สุดที่จะทำให้ไทยพ้นจากสภาพอึมครึมทางการเมืองในขณะนี้ได้







