
ปลูกข้าว 6 ปี แลกรถไฟได้1เส้น
การลงนามถ้อยแถลงการณ์ร่วมไทยจีน ในโครงการลงทุนรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯนครราชสีมาหนองคาย แลกเปลี่ยนกับข้าวและสินค้าเกษตรอื่นๆ 50% ของค่าใช้จ่ายโครงการรัฐบาลอาจจะยิ้มย่อง เพราะมีช่องทางให้ไทยได้ระบายสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะข้าวสารที่รับจำนำมาจนมีอยู่ล้นสต๊อกเพราะขายไม่ออก
การลงนามถ้อยแถลงการณ์ร่วมไทยจีน ในโครงการลงทุนรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯนครราชสีมาหนองคาย แลกเปลี่ยนกับข้าวและสินค้าเกษตรอื่นๆ 50% ของค่าใช้จ่ายโครงการรัฐบาลอาจจะยิ้มย่อง เพราะมีช่องทางให้ไทยได้ระบายสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะข้าวสารที่รับจำนำมาจนมีอยู่ล้นสต๊อกเพราะขายไม่ออก
แต่ในมุมมองคนในวงการข้าวกลับมองว่าไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพราะการลงทุนรถไฟความเร็วสูงที่มีต้นทุนค่าก่อสร้าง 600 ล้านบาทต่อกิโลเมตร
นั่นหมายถึงว่าค่าก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯหนองคาย ระยะทาง 6-15 กิโลเมตร จะมีต้นทุนอยู่ที่ 3.69 แสนล้านบาท
ปัญหาคือไทยจะต้องปลูกข้าวมาขายกี่ปีในจำนวนเท่าใด จึงจะใช้หนี้ในการลงทุนรถไฟสายนี้
ชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันจีนนำเข้าข้าวจากต่างประเทศ 45 ล้านตันต่อปี และเป็นการนำเข้าข้าวจากไทยปีละ 23 แสนตัน เพราะจีนซื้อข้าวสารที่มีราคาถูกกว่าได้จากเวียดนามและพม่า ตลอดจนซื้อข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพดีใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิไทยได้จากกัมพูชา ข้อตกลงรถไฟแลกข้าวน่าจะทำให้ไทยจะส่งออกข้าวไปจีนได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก 1 ล้านตันต่อปี เพราะจีนต้องซื้อข้าวจากประเทศอื่นๆ เช่น เวียดนาม พม่า เพื่อกระจายความเสี่ยงไม่ให้ใครผูกขาดตลาดข้าวในจีน อีกทั้งเรื่องราคาก็มีผลในการที่จีนจะตัดสินใจซื้อข้าวจากไทย
นอกจากนี้ หากข้อตกลงนำข้าวสารไปจ่ายเป็นค่ารถไฟความเร็วสูง 50% ของค่าก่อสร้าง หรือประมาณ 2 แสนล้านบาท สำเร็จจะพบว่าหากคิดจากราคาข้าวขาว 5% ที่ราคาตลาดโลก 1.3 หมื่นบาทต่อตัน เท่ากับว่าไทยมีภาระผูกพันในการส่งมอบข้าวให้จีนเป็นเวลานานถึง 1516 ปี
“เราอาจต้องซื้อรถไฟในราคาที่แพงขึ้น เพราะเงื่อนไขการแลกเปลี่ยนอาจทำให้รัฐบาลต้องเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวต่อไป เพื่อซื้อข้าวมาเก็บไว้ในมือสำหรับจ่ายหนี้ค่ารถไฟ ซึ่งทำให้ไทยต้องขาดทุนจากการตั้งราคารับจำนำข้าวราคาสูงและเป็นหนี้ค่าก่อสร้างรถไฟอีกเท่ากับเสีย 2 ต่อ ทั้งๆ ที่โครงการรับจำนำข้าวควรจะหยุดได้แล้ว เพราะเงิน 100 บาท ที่รัฐบาลจ่ายไปถึงชาวนาแค่ 3040 บาท” ชูเกียรติ กล่าว
ปราโมทย์ วานิชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า ในมุมมองพ่อค้าโครงการรถไฟความเร็วสูงแลกข้าวไม่น่าจะคุ้มค่ากับไทย เนื่องจากมีหลายวิธีการที่ไม่ทำให้ไทยต้องเป็นหนี้สูงถึง 34 แสนล้านบาท แลกกับการที่ไทยจะส่งออกข้าวให้จีนเพิ่มขึ้นปีละอย่างมาก 1 ล้านตัน เพราะหากไทยขายข้าวในราคาตลาด 140 ประเทศทั่วโลก ก็พร้อมจะซื้ออยู่แล้ว เช่น ในอดีตที่ไทยส่งออกข้าวได้ปีละ 10 ล้านตัน แต่พอรัฐบาลทำตัวเป็นพ่อค้าเสียเอง ไทยจึงส่งออกข้าวได้เพียง 6 ล้านตัน
“ถ้าเราไปเจรจากับคูเวตและบอกเขาว่าเราจะทำสัญญาส่งมอบข้าวให้คูเวตและประเทศในตะวันออกกลางทุกปีๆละ 1 ล้านตัน เพื่อประกันความมั่นคงทางอาหาร ผมว่าเขาเอาแน่ และเขาไม่ต้องไปกว้านซื้อที่ดินเพื่อลงทุนปลูกข้าวเองด้วย”ปราโมทย์กล่าว
ปราโมทย์ ระบุว่า เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าจีนต้องการเส้นทางรถไฟออกทะเล จึงเป็นข้อได้เปรียบของไทย ที่จะใช้วิธีการร่วมทุนและแบ่งเงินค่าโดยสารกับจีนคนละครึ่ง และนำเงินที่จะใช้ลงทุนรถไฟความเร็วสูง 12 แสนล้านบาทไปลงทุนระบบน้ำทางท่อ หรือรถไฟรางคู่ให้คนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะทุกวันนี้โครงการรับจำนำข้าวไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตคนอีสานดีขึ้นตามที่รัฐบาลหวังไว้เลย
“ถ้าทำรถไฟความเร็วสูงก็รู้อยู่แล้วว่า จะทำให้เราต้องขาดทุนจากการให้บริการ แถมมีหนี้เป็นแสนๆล้าน ซึ่งรถไฟความเร็วสูงผมว่ายังรอได้อีก 10-15 ปีค่อยมาว่ากัน ไม่เห็นต้องรีบเร่งเหมือนคนไม่เคยขี่มอเตอร์ไซด์ แต่คิดจะไปซื้อรถเบนซ์” ปราโมทย์ระบุ
ปราโมทย์ ยังเป็นห่วงว่า หากไทยจ้างจีนมาลงทุนสร้างรถไฟความเร็วสูง โดยนำเงื่อนไขนำสินค้าเกษตรมาแลกเปลี่ยนมาบังหน้า แทนที่ไทยจะได้รถไฟที่วิ่งได้เต็มประสิทธิภาพ อาจได้รถไฟความเร็วสูงแย่ๆ เพราะจะมีการเรียกหัวคิวกัน 30% ของเงินลงทุน และไปจ่ายเงินกันที่เกาะฮ่องกงก็ได้ แต่หากให้จีนมาร่วมลงทุน จีนคงไปปล่อยให้มีการราคาค่าก่อสร้างสูงเกินความเป็นจริง
นิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย มองว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงแลกข้าว เพื่อทำให้ไทยมีช่องทางระบายข้าวปีละเป็นล้านๆตัน ใครฟังก็อาจคล้อยตาม แต่ในความเป็นจริง จีนไม่ได้มีความต้องการนำเข้าข้าวสูงจากไทยสูงถึงขนาดนั้น แต่สินค้าที่จีนต้องการ คือ ยางพาราและมันสำปะหลังมากกว่า







