
เศรษฐกิจไทยคลานเป็นเต่ารัฐบาลมัวเมาแต่การเมือง
การออกมาสะท้อนความคิดเห็นของบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค
โดย...บากบั่น บุญเลิศ/เจียรนัย อุตะมะ
การออกมาสะท้อนความคิดเห็นของบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ว่า ขณะนี้รัฐบาลพึ่งพาไม่ได้แล้ว เพราะจากการบริหารเศรษฐกิจตลอดปีที่ผ่านมา ส่งออกก็ไม่เป็นไปตามเป้าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศโตไม่เกิน 4% เหลือเพียงความหวังเดียวคือ ขอพระสยามเทวาธิราชช่วยให้พวกเราผ่านเรื่องร้ายๆ เหล่านี้ไปได้
บุณยสิทธิ์ ยังระบุอีกว่า จากประสบการณ์ทำการค้ามานาน เชื่อว่ารัฐบาลจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศและช่วยเหลือภาคเอกชนให้ดำเนินธุรกิจผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ เอกชนต้องพึ่งตัวเองปรับตัวรับกับสถานการณ์เพื่อประคองธุรกิจ
นี่เป็นตัวสะท้อนภาพชัดว่าภาคธุรกิจเอกชนมีมุมมองต่อการทำงานของรัฐบาลอย่างไร
ความเชื่อถือ เชื่อมั่น ที่ลดลงแบบนี้เป็นเรื่องที่ทีมเศรษฐกิจและทีมที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีจะต้องนำไปแจ้งให้ผู้นำรัฐบาลได้รับรู้และไม่หลงไปกับการจัดฉากของเจ้าหน้าที่
ขณะเดียวกันนั้น หัวหน้ารัฐบาลก็ต้องตระหนักว่า การเป็นผู้บริหารประเทศนั้นจำเป็นอย่างยิ่งต้องมีการประมวลสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา และลงไปให้นโยบายกำชับให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไปเกาะติดปัญหานั้น
หัวหน้ารัฐบาลจะบริหารทางการเมืองเพื่อกลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียวโดยไม่อินังขังขอบต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้
10 เดือนที่ผ่านมา เป้าหมายในการทำงานของรัฐบาลหลุดเป้าไปทั้งหมด
การส่งออกทรุดต่ำจากที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัวได้ 77.5% แต่ปัจจุบันขยายตัวแค่ 23% ก็ถือว่าดีถมถืดไป
กำลังซื้อที่เคยฟูฟ่องจากนโยบายรัฐบาลจู่ๆ ก็หดหายไปดื้อๆ
การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เคยตั้งเป้าว่าจะขยายตัวได้ 4.55% จนทำให้ขนาดของเศรษฐกิจเพิ่มจาก 12 ล้านล้านบาทขึ้นไป แต่สภาพความจริงทำได้แค่ 3.5% เอกชนก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว
การลงทุนเอกชน ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่เป็นตัวสะท้อนภาพไปถึงการจ้างงาน การสร้างรายได้เดี้ยงมาตลอดเกือบ 8 เดือน
การพลาดเป้าหมายไปกว่าที่เคยประเมินไว้ มีอะไรที่ผิดพลาด เป็นเรื่องที่ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีที่เป็นหัวหน้าทีมรัฐบาลจะต้องลงมาดูแล
ขณะเดียวกันก็ต้องหาทางสกัดกั้นปัญหาอื่นๆ ที่จะมาทำให้ปากท้องของประชาชนต้องเดือดร้อน
แต่ในความเป็นจริง รัฐบาลกลับออกมาสนับสนุนการออกกฎหมายนิรโทษกรรมที่นำพาซึ่งความแตกแยกของคนในชาติอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู
ทั้งๆ ที่ประเทศอยู่ในภาวะหัวทิ่มหัวตำและดำดิ่ง
สถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนไปในทิศทางที่ย่ำแย่และภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยให้ชะลอตัวลงไปอีก โดยเฉพาะด้านกำลังซื้อภายในประเทศที่เริ่มชะลอตัวมาตั้งแต่กลางปี
ธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการผู้ช่วยผู้อำนวยการ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชุดชั้นในวาโก้ เชื่อว่าเศรษฐกิจของไทยจะชะลอตัวต่อเนื่องไปนานถึง 5 ปี เนื่องจากประชาชนมีภาระหนี้สินที่เกิดจากนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายและสร้างสภาพคล่องให้ระบบเศรษฐกิจของรัฐบาล
“ปีนี้ถือว่าแย่กว่าปี 2554 ที่เกิดน้ำท่วม เพราะตอนนั้นประชาชนมีเงิน แค่ไม่สามารถออกมาจับจ่ายซื้อสินค้าได้ แต่ครั้งนี้เศรษฐกิจแย่จนคนไม่มีเงินซื้อของ ได้แต่หวังว่าช่วงเทศกาลปลายปี จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามามาก ช่วยสร้างความคึกคักให้ระบบเศรษฐกิจได้” ผู้บริหาร ไอ.ซี.ซี. ที่คลุกคลีกับวิถีของคนไทยประเมิน
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยหลังจากนี้จึงมีแต่ซึมเศร้า
เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า จะมีการปรับลดตัวเลขคาดการณ์จีดีพีไทยในปีนี้ลงอีกราว 0.2% หรือลดลงจากระดับ 3.7% มาอยู่ที่ 3.5% ซึ่งจะถือเป็นการปรับลดเป็นครั้งที่ 4 ในรอบปี
ปัจจัยหลัก คือ ตัวเลขส่งออกไทยในเดือน ก.ย.ที่ออกมาต่ำกว่าคาดค่อนข้างมากโดยติดลบถึง 7% และปัญหาการชุมนุมทางการเมืองเพื่อคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่จะกระทบต่อภาคท่องเที่ยวและบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในช่วงปลายปี
อย่างไรก็ดี ยังมองว่าการส่งออกที่ชะลอตัวจะเป็นปัจจัยที่มีน้ำหนักต่อเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี
ขณะที่ อมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัยเศรษฐกิจและตลาดการเงิน สายบริหารความเสี่ยง สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี (ไทย) ระบุว่า ขณะนี้ธนาคารประเมินว่ามีความเป็นไปได้สูงที่เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตได้ต่ำกว่าระดับ 3% หลังจากที่ปัจจัยทางการเมืองเริ่มมีความเสี่ยงสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน รวมทั้งอาจส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวในฤดูกาลหายไปบางส่วน
“หากดูสถิติย้อนหลังทุกครั้งที่มีการชุมนุมทางการเมือง ไทยจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ซึ่งในครั้งนี้ตลาดที่มองว่าอาจกระทบมากหน่อยคือนักท่องเที่ยวจีน ส่วนนักท่องเที่ยวยุโรปจะกระทบไม่มากเพราะเป้าหมายของเขาคือภูเก็ตและเชียงใหม่” อมรเทพ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังไม่มีแผนจะปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจในปีนี้ เนื่องจากตัวเลขคาดการณ์ปัจจุบัน 2.8% ก็ค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว
ผลกระทบจาก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ลุกลาม เป็นวงกว้างได้ฉุดตลาดหุ้นไทยวันที่ 4 พ.ย. ให้ทรุดหนัก 40.68 จุด หรือ 2.85% ส่งผลให้ดัชนีลดลงมาต่ำกว่าแนวรับสำคัญที่ 1,400 จุด มาอยู่ที่ 1,388 จุด ฉุดสัดส่วนราคาต่อกำไรลดต่ำลงกว่าประเทศเพื่อนบ้านทันทีเหลือ 14.5 เท่า จากเดิมที่อยู่ในระดับใกล้เคียงกันที่ 15 เท่า
แม้ว่าเสียงส่วนใหญ่ของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จะประกาศจุดยืนล่าสุดว่าจะล้ม พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ทำให้กลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ เริ่มสงบ แต่ยังเฝ้ารอวันที่ 11 พ.ย. ที่จะมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นี้ว่าจะเป็นไปตามคาดหวังหรือไม่
ดัชนีจะถึงจุดต่ำสุดเท่าใด นั่นเป็นคำถามสำคัญที่นักลงทุนต้องการคำตอบ
ความไม่แน่นอนที่ปกคลุมตลาดนี้ทำให้นักลงทุนแตกออกเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มแรก กังวลต่อสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรง กลุ่มนี้จึงลดความเสี่ยงด้วยการลดพอร์ต ถือเงินสดเพิ่มเพื่อรอช้อนซื้อของถูกเมื่อตลาดลงลึก
อีกกลุ่มหนึ่งแม้ไม่แน่ใจสถานการณ์การเมือง แต่เชื่อว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แม้การฟื้นตัวจะเชื่องช้า แต่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าจะกระเตื้องขึ้นในปีหน้า
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่ยังไม่กล้าเสี่ยง เพราะหลายคนกังวลว่าจะซ้ำรอยปี 2553 ที่เกิดความรุนแรงจนส่งผลต่อการท่องเที่ยวและทำให้จีดีพีไทยปีนี้หายไป 0.2% และปีหน้าอีก 0.5%
การเดินเกมทางการเมืองอย่างสุดซอยโดยลืมนึกถึงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องชาวบ้านจึงกระเทือนยาว...







