posttoday
คดีคอร์รัปชั่นที่มีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจไทยจะได้รับการล้างผิด

คดีคอร์รัปชั่นที่มีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจไทยจะได้รับการล้างผิด

06 พฤศจิกายน 2556

พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมที่เพิ่งผ่านสภาวาระ 23 รวดเพียงไม่กี่ชั่วโมง เล่นเอาเต้นกันไปหมดนี้ ดูจะมีส่วนผสมสารพัดสารพันที่เปรียบเสมือนรวมมิตร แต่ไม่ใช่รวมมิตร ที่ฟังดูแล้วดีเสมือนการสร้างสัมพันธมิตรพาเพื่อนๆ มารวมกัน ทว่ากลับเป็นการนำเอาฝ่ายไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลทั้งหลายแหล่มารวมมิตรกัน เพราะล้วนแต่มีเรื่องโน้นบ้าง เรื่องนี้บ้างที่หลายฝ่ายไม่พอใจ และไม่ว่าทนายฝีปากกล้าทั้งหลายแหล่ของฝ่ายรัฐบาลจะออกมาตอบโต้อย่างรุนแรงต่อกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยอย่างไร แต่คราวนี้กลับกลายเป็นเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาของประชาชนไปเสีย ดูจะไม่มีใครสนใจเอาเลย

พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมที่เพิ่งผ่านสภาวาระ 23 รวดเพียงไม่กี่ชั่วโมง เล่นเอาเต้นกันไปหมดนี้ ดูจะมีส่วนผสมสารพัดสารพันที่เปรียบเสมือนรวมมิตร แต่ไม่ใช่รวมมิตร ที่ฟังดูแล้วดีเสมือนการสร้างสัมพันธมิตรพาเพื่อนๆ มารวมกัน ทว่ากลับเป็นการนำเอาฝ่ายไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลทั้งหลายแหล่มารวมมิตรกัน เพราะล้วนแต่มีเรื่องโน้นบ้าง เรื่องนี้บ้างที่หลายฝ่ายไม่พอใจ และไม่ว่าทนายฝีปากกล้าทั้งหลายแหล่ของฝ่ายรัฐบาลจะออกมาตอบโต้อย่างรุนแรงต่อกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยอย่างไร แต่คราวนี้กลับกลายเป็นเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาของประชาชนไปเสีย ดูจะไม่มีใครสนใจเอาเลย

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนจะไม่กล่าวถึงการนิรโทษกรรมผู้กระทำผิดในคดีการเมืองต่างๆ เพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องการเมืองไป แต่จะพูดถึงเฉพาะความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นคอร์รัปชั่น และยกตัวอย่าง เท่าที่พอจะจำกันได้ เพื่อให้เห็นว่าทำไมพระราชบัญญัตินี้จึงเรียกแขกได้ดี แค่เรื่องคอร์รัปชั่นก็เสียหายกันเป็นแสนๆ ล้านแล้ว เพราะการที่พระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดให้บุคคลและบรรดาพฤติกรรมต่างๆ ที่กระทำตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2547 ถึงวันที่ 8 ส.ค. 2556 ถือว่าได้รับการนิรโทษกรรมหมด ทำให้ผลการดำเนินการของ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบันในช่วงเวลา 9 ปี 7 เดือน 8 วัน ต้องได้รับผลกระทบ หรือผู้ที่ได้รับการพิจารณาตรวจสอบและตัดสินจาก ป.ป.ช. จะกลับถูกลบล้างความผิดจนหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็นคดีอะไร แต่ถ้าดูเฉพาะคดีใหญ่ๆ จะมี เช่น

1) มี 666 เรื่องที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดแล้ว

2) คดีที่ ป.ป.ช.รับเรื่องจาก คตส. 24 เรื่อง หรือ 24 คดี มูลค่ารวมกันกว่า 2.2 แสนล้านบาท แยกเป็น

2.1 ศาลตัดสินแล้ว 5 คดี

2.2 อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล 4 คดี

2.3 อยู่ระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช. 8 คดี

2.4 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้ข้อมูลแล้ว 3 คดี

2.5 อยู่ระหว่างที่ ป.ป.ช.ทำงานร่วมกับอัยการสูงสุด 1 คดี

2.6 ให้ยุติคดี (คดี CTX ปิดไปแล้ว โดยไม่มีใครผิด)

2.7 ป.ป.ช.ไม่ชี้มูลความผิด 2 คดี

นอกจากนี้ ยังมีกรณีดังๆ ที่สังคมให้ความสนใจอีกหลายกรณี เช่น คดีไร่ส้ม คดีทุจริตรถและเรือดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร (กทม.) มูลค่า 6,800 ล้านบาท ที่ศาลตัดสินแล้ว และผู้ถูกตัดสินว่าผิดก็หนีคดี (น่าจะไปต่างประเทศ) เรียบร้อยกันไปแล้ว คดีอดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รับสินบนจากบริษัทต่างชาติ คดีอดีตปลัดกระทรวงคมนาคม คดีอดีตปลัดกระทรวงกลาโหม คดีทุจริตคลองด่าน มูลค่า 2.37 หมื่นล้านบาท คดีทุจริตสร้างโรงพักมูลค่า 540 ล้านบาท คดีทุจริตที่ดินเขาไม้แก้ว (กำนันเป๊าะ) ในปี 2547 มูลค่า 93 ล้านบาท คดีทุจริตจัดซื้อคุรุภัณฑ์ตามโครงการไทยเข้มแข็งของคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มูลค่า 5,300 ล้านบาท กรณีบัตรประชาชนสมาร์ทการ์ด มูลค่า 8,000 ล้านบาท

หรือเรื่องใหม่ๆ ที่ยังเป็นที่กังขาของสังคม เช่น โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล กรณีการใช้งบประมาณแก้ปัญหาน้ำท่วมถึง 1.2 แสนล้านบาท ที่ยังไม่เห็นอะไรเป็นรูปธรรม กรณีการลงทุน 2.8 หมื่นล้านบาท สร้างรถไฟฟ้าเชื่อมจากสนามบินเข้าสู่สถานีในเมือง หรือกรณีการโกง VAT

ที่กล่าวมานี้ ยังไม่ได้แตะเรื่องที่เป็นการกระทำของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยตรง เช่น คดีทุจริตซื้อที่ดินรัชดาภิเษก คดีร่ำรวยผิดปกติ และ ค.ต.ส. ตัดสินให้ยึดทรัพย์สิน 46,343 ล้านบาท เป็นของแผ่นดิน คดีเลี่ยงภาษีการซื้อขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น มูลค่า 738 ล้านบาท คดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ แจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ เนื่องจากไม่ได้แจ้งการถือครองหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น คดีปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำของ EXIM BANK ให้กับรัฐบาลพม่า มูลค่า 4,000 ล้านบาท คดีทุจริตการออก พ.ร.ก.แปลค่าภาษีสัมปทานกิจการโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิต เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น คดีทุจริตธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้ บริษัท กฤษดามหานคร มี พ.ต.ท.ทักษิณ กับพวกรวม 21 คน เป็นจำเลย คดีทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างโครงการบ้านเอื้ออาทร คดีทุจริตท่อร้อยสายไฟฟ้าในสนามบินสุวรรณภูมิ และคดีจัดซื้อเครื่องตรวจวัดวัตถุระเบิด CTX 9000 ที่ ป.ป.ช. ปิดคดีไปแล้วโดยไม่มีการชี้มูล ดังกล่าวแล้วข้างต้น

คดีคอร์รัปชั่นเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นใคร หากถูกล้างผิดโดยไม่ได้รับการลงโทษ ต่อไปสังคมไทยจะเป็นอย่างไร ท่านจะสามารถมองหน้าลูกหลานของท่านและสอนเขาได้ไหมว่า อะไรคือผิด อะไรคือถูก ถ้าลูกท่านไปขโมยเงินคนอื่นเขามาแล้วท่านทราบทีหลัง จะบอกลูกว่า “ช่างมันเถอะ เอามาแล้วก็แล้วๆ กันไป” หรือท่านจะลงโทษลูกไม่ให้ขโมยอีก ถ้าท่านลงโทษลูกแล้วเขาเถียงว่า “ที่ขโมยกันเป็นพันเป็นหมื่นล้านยังทำได้” ท่านจะตอบเขาว่าอย่างไร

ผลกระทบของพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ได้จะมีต่อสังคมเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่รัฐบาลไปลงนามกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น และ UN (UNCAC : The United Nations Convention against Corruption) ซึ่ง UNCAC นอกจากจะเรียกร้องให้ป้องกันการคอร์รัปชั่นแล้ว ยังให้ออกกฎหมายอาญา (ถ้ายังไม่มี) ให้ครอบคลุมพฤติกรรมที่กว้างมากเพื่อการเอาผิด รวมถึงการยึดทรัพย์ แต่ขณะนี้กลับทำตรงข้ามหมด แล้วใครเขาจะเชื่อถือ เมื่อความเชื่อมั่นไม่มีใครจะมาลงทุน การเล่นละครภายในประเทศอาจมีคนหลงเชื่อได้ แต่ไปเล่นกับต่างประเทศ โดยเฉพาะที่เป็นองค์กรระหว่างประเทศนั้น แม้เขาจะไม่ใช่พ่อแม่ แต่มันก็ฉาวโฉ่ ปิดอย่างไรก็ไม่มิด

นอกจากนี้ ก็ยังเห็นกันชัดๆ จากจำนวนเงินที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว ประเทศที่เขาต้องการสร้างเศรษฐกิจให้เข้มแข็งและก้าวหน้าไปจริงๆ ล้วนมีบทลงโทษที่รุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต เช่น จีน และเกาหลี เห็นจะมีไทยประเทศเดียวในโลกที่ยิ่งเศรษฐกิจถดถอยก็ยิ่งยกโทษให้คนที่ขโมยเงินของชาติไป

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก