posttoday
ผมก็รักชาติไม่ได้ล้างบาปให้พรรค

ผมก็รักชาติไม่ได้ล้างบาปให้พรรค

03 พฤศจิกายน 2556

การตัดสินใจลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทยกัมพูชา สนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ของ นพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ เมื่อปี 2551 กระทั่งศาลปกครองมีคำสั่งให้ยกเลิก และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด สมัคร สุนทรเวช และนพดล เป็นมลทินของพรรคพลังประชาชน ที่แปรมาเป็นพรรคเพื่อไทยในวันนี้

การตัดสินใจลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทยกัมพูชา สนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ของ นพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ เมื่อปี 2551 กระทั่งศาลปกครองมีคำสั่งให้ยกเลิก และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด สมัคร สุนทรเวช และนพดล เป็นมลทินของพรรคพลังประชาชน ที่แปรมาเป็นพรรคเพื่อไทยในวันนี้

เมื่อรับตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ ที่มีเผือกร้อนคดีปราสาทพระวิหารอยู่ในมือ สุรพงษ์ บอกว่าเขาตั้งใจทำเต็มที่ด้วยความรักชาติ แม้จะถูกครหากล่าวร้ายตลอดเวลา

“ยืนยันการต่อสู้คดีทำเต็มที่ ทูตวีรชัยเคยถามว่าจะเอายังไง เวลาสู้พูดรุนแรงได้หรือไม่ ผมก็บอกขึ้นเวทีท่านเป็นนักมวยชกให้เต็มที่ ไม่ต้องห่วง เมื่อสู้เสร็จ กับ ฮอร์นัมฮง คุยกันได้ ไม่ต้องเกร็ง เพราะความสัมพันธ์ปัจจุบันระหว่างสองประเทศมันดีอยู่แล้ว ถ้าติดตามการถ่ายทอดสดรอบที่แล้ววันสุดท้าย ทูตวีรชัยแถลงสรุปสุดยอดค่อนข้างแรง ดังนั้นรัฐบาลไม่ได้ฮั้วหรือสมยอม

ทูตวีรชัยกับทีมทนายเข้าใจดี และไปคราวที่แล้ว ตอนแรกผมไม่อยากไป ไปแล้วนั่งเฉยๆ ไม่ได้ช่วยอะไรมาก แต่หากไม่ไปก็ด่า ไปก็ด่า แต่หารู้ไม่ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีพงศ์เทพ เทพกาญจนา และผม ทั้งสามคนมีภารกิจที่นายกฯ มอบหมายว่า ถึงเวลาตัดสินใจ เหตุใดสำคัญ ตัดสินใจกัน 3 คน เพราะการสู้คดีตอนนั้นไทยมีหมัดเด็ดบางเรื่อง แต่ไม่ใช้ ถ้ากัมพูชาใช้ก็ตัดสินใจใช้ ในที่สุดก็เก็บไว้ อนาคตค่อยเปิดเผย และวันนี้ยังไม่เปิดเผย เพราะเป็นความลับ หมัดเด็ดมี ทุกอย่างต้องไตร่ตรองให้รอบคอบในการสู้คดี”

สุรพงษ์ บอกว่า กรณีเขาพระวิหารที่ไปขึ้นศาล ต้องไปถามรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งมติ ครม.ขณะนั้นให้สู้คดี ตั้งทีมทนาย และให้งบ 125 ล้านบาท แต่การไปขึ้นศาลครั้งแรกรัฐบาลกลับไม่ถ่ายทอดสด ทำไมผมและรัฐบาลนี้ตัดสินใจถ่ายทอดสด รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ถ่ายทอดสด กลัวประชาชนจะรู้มากหรือ แต่รัฐบาลนี้ไม่กลัว วันนี้ไปขึ้นศาลเพื่อฟังคำตัดสิน ก็ตัดสินใจถ่ายทอดสดไม่ปิดบัง

“ผมเชื่อว่าทุกคนรักประเทศชาติทั้งนั้น ไม่มีใครรักไปมากกว่ากัน อย่าคิดว่ารักมากกว่า ทุกคนรักประเทศชาติทั้งนั้น ตั้งแต่เกิดมาผมเฝ้าฯ รับเสด็จพระเจ้าอยู่หัว เวลาพระองค์ท่านเสด็จฯ ไปเชียงใหม่ ผมอยู่บ้านนอก ก็ถือธงถวายความเคารพรอพระองค์ท่านเสด็จฯ ทุกเช้ายืนเคารพธงชาติ สวดมนต์ก่อนเข้าห้องเรียน ร้องเพลงชาติทั้งเช้าเย็น รักชาติอยู่แล้ว ดังนั้นผมต้องปกป้องผลประโยชน์ชาติ อยากเห็นประชาชนมีความสุข ฉะนั้นอย่ามาอ้างว่ากลุ่มนั้นกลุ่มนี้รักชาติมากกว่า

ผมตั้งใจทำทุกอย่างเต็มที่ สู้เต็มที่ ไม่กลัวว่าสิ่งที่ดำเนินการอยู่จะถูกมองแบบเดียวกับนพดล วันนี้อายุ 61 ปี อีกไม่กี่ปีก็ตาย ไม่กลัว เพราะตั้งใจมาช่วยบ้านเมืองและประชาชน ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ผมไม่กลัวเกิดแบบนพดล เพราะชื่อ ‘สุรพงษ์’

สิ่งที่กำลังทำอยู่ไม่ได้ต้องการการแก้ภาพลบในสมัยของนพดล ในสมัยนั้นนพดลเจอกระแสต่อต้าน หลังเหตุการณ์ปฏิวัติด้วย กระบวนการนิติรัฐ นิติธรรม ในมุมมองส่วนตัวมันไม่ใช่หลักความเป็นธรรม ฉะนั้นจึงเป็นความแตกต่างสิ้นเชิง มีการเมืองแอบแฝง ถือว่าเป็นเคราะห์กรรมของท่านนพดล ดังนั้นวันนี้ผมจะทำอะไรในเรื่องปราสาทพระวิหารจึงต้องถามความเห็นประชาชน เนื่องด้วยบทเรียนคราวนั้นที่อาจจะทำขึ้นมาเร็วเกินไป และคนบางกลุ่มไปสร้างวาดภาพจนเกินเลย ต้องการหยิบยกเรื่องเหล่านี้มาเป็นประเด็นการเมืองเพื่อทำลายซึ่งกันและกัน ซึ่งหมดยุคหมดสมัยแล้ว

ผมมั่นใจ ไม่ว่าผลตัดสินออกมาอย่างไรก็จะไม่กระทบเสถียรภาพของรัฐบาล เพราะถ้าวันนี้ประชาชนติดตามสิ่งที่ชี้แจงก็จะเข้าใจว่าได้ทำอะไรบ้าง ไม่มีเบื้องหลัง สมยอม ตามที่กล่าวหา คิดว่าโพลที่ออกมา 49% ยอมรับกับคำตัดสินของศาลได้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี แสดงว่าคนไทยเข้าใจเหตุการณ์และเรื่องราวมากขึ้น

สังคมไทยมีเหตุผลขึ้นกว่าอดีต คนที่ปลุกปั่นเชื่อว่าปลุกไม่ขึ้น โดยเฉพาะวันนี้ต้องขอบคุณฝ่ายผู้นำทหาร ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ชัดเจนว่าทหารไม่ต้องการปะทะกัน ทหารไม่ได้กลัว แต่เป็นห่วงประชาชน ดังนั้นคนที่ปลุกระดมความคิดต่างๆ นานา เอาใจเขามาใส่ใจเรา ให้นึกถึงประชาชนคนอื่นบ้าง คนที่อยากอยู่อย่างสงบตามแนวชายแดน”

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน