
สงครามยังไม่จบใยรีบออก พรบ.นิรโทษ
พระพุทธองค์บอกว่า “ทุกปัญหา” มี “เหตุแห่งปัญหา” เป็นบ่อเกิด วันนี้ทุกคนในประเทศไทยรู้ดีว่า “ความขัดแย้ง”
พระพุทธองค์บอกว่า “ทุกปัญหา” มี “เหตุแห่งปัญหา” เป็นบ่อเกิด วันนี้ทุกคนในประเทศไทยรู้ดีว่า “ความขัดแย้ง” ที่มากขึ้นๆ ของบ้านเราในเวลานี้คืออุปสรรคแห่งความสมบูรณ์พูนสุขของคนในชาติ
วันนี้แต่ละกลุ่มผลประโยชน์ แต่ละปัจเจกชน ต่างก็คิดหาทางแก้ไขปัญหานี้กันไปต่างๆ นานา ตามจุดยืนและทิฐิของตน ถ้าทิฐิถูกเคลื่อนไหวทางความคิดถูก ก็จะนำมาซึ่งการแก้ไขปัญหาชาติ แต่ถ้าทิฐิผิด คิดแต่ “จัดตั้งมวลชน” เพื่อเอามวลชนมาเป็น “เครื่องมือ” หักโค่นเพื่อให้กลุ่มตัวเองเข้าไปมีอำนาจแทน ก็จะทำให้สงครามกลางเมืองที่ดำรงอยู่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะผู้แพ้รู้ดีว่าอย่างไรพวกเขาก็ย่อมถูกจัดการด้วยมาตรการใดมาตรการหนึ่งนั่นเอง
ดังที่ผมเรียนในคอลัมน์ การเดินทางของความคิด มาโดยตลอดว่า ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในบ้านเรา เกิดจากปัญหาความขัดแย้งหลักระหว่าง “ระบอบเผด็จการ” (ที่มีรัฐบาลพลเรือนทั้งเหลืองแดง และพรรคทหาร ถือครองอำนาจอธิปไตย) กับ “ประชาชน”
ผลของความขัดแย้งจึงไปกดดันให้ขบวนการเมืองสองขบวนต้องแตกตัวมาสู้กันด้วยมาตรการมวลชน ทหาร ตุลาการภิวัฒน์ ฯลฯ มาจนกระทั่งทุกวันนี้
หลายคนในประเทศนี้ กำลังเข้าใจผิดต่อปัญหาความขัดแย้งในบ้านในเมืองเรา ว่าเกิดจากความขัดแย้งระหว่างเหลืองกับแดง ทั้งๆ ที่เป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับระบอบเผด็จการ ซึ่งเป็นปฐมเหตุแห่งปัญหา ดังนั้นถ้าเราไม่ขจัดระบอบเผด็จการหรือการปกครองของคนส่วนน้อย เพื่อคนส่วนน้อย โดยคนส่วนน้อย (ไม่ว่านายทุนหรือชนชั้นสูง) ลง แล้วสร้างการปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชนขึ้นมาแทนแล้ว ปัญหาต่างๆ ก็ยังดำรงอยู่ร่ำไป ไม่ว่าเจ้าของแดงหรือเจ้าของเหลืองจะตายลงพร้อมกันก็ตาม มันจึงไม่ใช่ปัญหา “คน” แต่เป็นปัญหา “หลักการ” หลักการที่ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของคนส่วนน้อยหรืออำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนต่างหาก
แม้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม มีเจตนาเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำรงอยู่ในชาติบ้านเมืองของเราอย่างแท้จริง แต่เป็นกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมือง คือ ไปแก้ไขปัญหาความขัดแย้งรอง ไม่ได้แก้ปัญหาหลัก คือแก้ไขการปกครองแบบประชาธิปไตยตามที่ประชาชนต้องการ ดังนั้นการออกกฎหมายในขณะที่ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับระบอบเผด็จการ “ยังไม่จบ” จึงไม่มีความหมาย ยิ่งผู้ออกกฎหมายเป็นคู่ขัดแย้งกันด้วยแล้ว ก็จะยิ่งทำให้ความขัดแย้งบานปลายหนักขึ้นไปอีก
สงครามยังไม่จบเขาไม่นับศพทหารกันฉันใด สงครามประชาชนยังไม่จบจะไปออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้เปลืองมือทำไม!
วันนี้ประชาชนเขารู้ดีแล้วว่าถึงเขาไม่เอาพรรคเพื่อไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ตามสถานการณ์ปฏิวัติกระแสสูง (Revolution นะครับ ไม่ใช่รัฐประหาร หรือ Coup d’etat) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะเอาพรรคประชาธิปัตย์ ที่พรรคนี้ฉวยโอกาสออกมาชุมนุมในขณะที่ประชาชนกำลังจะสู้กับเพื่อไทยตัวต่อตัว ก็เพราะเขารู้ดีว่าจะหยิบอำนาจจากมือประชาชนแบบ 14 ตุลาฯ ไปได้อย่างไรนั่นแหละ อย่านึกว่าประชาชนกินหญ้านะครับ!
2475 โค่นสมบูรณาญาสิทธิราชย์โดยอำมาตย์และทหารแล้วหลอกประชาชนว่ารัฐธรรมนูญคือประชาธิปไตยมา 40 ปี 1 รอบ กับพวกอวิชชา 14 ตุลาคม 2516 หลอกประชาชนว่าทหารคือเผด็จการ การปกครองของพลเรือนคือการปกครองแบบประชาธิปไตย (ทั้งๆ ที่เป็นการปกครองแบบเผด็จการทั้งคู่นั่นแหละ) มาอีก 40 ปี ซ้ำร้ายยังโดนพวก Constitutionalism หลอกซ้ำในการปฏิรูปการเมืองปี 2540 เพื่อพยุงระบอบเผด็จการให้คงอยู่ แต่การสร้างความยากจนและความไม่เสมอภาคให้แก่ผู้คนในชาติบ้านเมืองของเผด็จการนั่นแหละที่ยิ่งเป็น “ฟืน” สุมไฟประชาชนลุกขึ้นสู้ในเวลานี้ ดังนั้นถ้าพวกคุณอยากให้บ้านเมืองสงบทั้งเหลืองแดง และทหารนั่นแหละที่ต้องชักฟืน (คืออำนาจคนส่วนน้อยของพวกคุณ) ออกจากการปกครอง เพื่อให้ “รัฐบาลเฉพาะกาล” ของประชาชนขึ้นมาทำหน้าที่ “เปลี่ยนผ่าน” ไปสู่การปกครองแบบประชาธิปไตยที่แท้จริงขึ้นมาเพื่อสร้างความเสมอภาคและแบ่งปันของทุกกลุ่มผลประโยชน์ในสังคม เพื่อจะได้เริ่มต้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบบ้านอื่นเมืองอื่นเขา
การเซต Zero ไม่ใช่ไปเริ่มต้นในวันที่เผด็จการทหารขึ้นมายึดอำนาจเพื่อให้ตระกูลทักษิณขึ้นมาครองอำนาจตามเดิม แต่การเซต Zero ในทางการเมืองที่แท้จริงคือการเซต Zero จากการปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน จึงจะสอดคล้องกับภาวการณ์ของชาติ
ในยุคทุนนิยมนั้น อำนาจอธิปไตยจะเอามาไว้ที่ตระกูลไม่ได้ครับ ตระกูลโตกูกาว่าของญี่ปุ่นที่ครองอำนาจ ครองที่ดินส่วนใหญ่ของประเทศในยุค Sufficiency Economy มา 200 กว่าปีได้อย่างสบายๆ แต่พอปฏิวัติอุตสาหกรรมก้าวเข้าสู่ยุคทุนนิยม ตระกูลโตกูกาว่าก็พังและนำมาสู่การปฏิวัติประชาธิปไตยในท้ายที่สุด ตระกูลถนอมประภาส ก็พังให้เห็น ฮุนเซน ที่พังลงเรื่อยๆ ก็เพราะจะสถาปนาราชวงศ์ฮุน เอาฮุนมาเนตและพรรคพวกขึ้นมาจะสืบต่ออำนาจนั่นแหละ
ในวิชาการเมืองบอกว่าคุณทักษิณกำลังตกเป็นฝ่ายรับทางการเมือง การเมืองของคุณร่อยหรอลงไปทุกวันๆ ถึงมีเงิน มีอำนาจอยู่ในมือก็ไม่มีความหมาย ถ้าประชาชนไม่ยอมรับการปกครอง ที่คุณอยู่ได้ชั่วคราวก็เพราะ 1.คุณเอาชาวนามาอุ้ม 2.พรรคประชาธิปัตย์ช่วยเป็นแนวร่วมมุมกลับ (คือไม่เอาทักษิณ แต่ก็เกรงว่าจะเตะหมูเข้าปากหมา) และ 3.อาจารย์มหาวิทยาลัยเสาค้ำเผด็จการทั้งหลายชี้นำประชาชนว่าเลือกตั้งคือประชาธิปไตย แต่ก็เชื่อเถิดว่าอีกไม่นานคุณจะสะกดคำว่า “แพ้” เป็น
เรื่องการนิรโทษกรรมไม่ใช่เป็นเรื่องของคุณ การนิรโทษกรรมจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสงคราม (ใหญ่) ประชาชนจบสิ้นลงด้วยชัยชนะของประชาชน (เกิดการปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน) แล้วเท่านั้น ส่วนเขาจะนิรโทษกรรมใครขนาดไหนอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ประชาชนจะตัดสินใจ
อย่าปราบประชาชนที่เคลื่อนไหวประชาธิปไตยอยู่ในขณะนี้ (แม้ว่าจะมีขบวนเผด็จการเหลืองฉวยโอกาสปนมาก็ตาม) ถ้าปราบเมื่อไหร่ คุณจะกลายเป็น Tyrant ไปเหมือนกับที่ขบวนการเหลืองทำกับประชาชนก่อนหน้านี้ทันที







