posttoday
จุดพลุทวงคืนสมบัติชาติ

จุดพลุทวงคืนสมบัติชาติ

30 เมษายน 2553

...ทีมข่าวการเงิน

กลุ่มเทมาเซก ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่กลุ่มชินคอร์ปอเรชั่น และเจ้าของดาวเทียมไทยคม กำลังเป็น “เป้าสายตา” ของรัฐบาลอีกรอบ

เมื่อศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. มีความพยายามบีบผู้ถือหุ้น “ตัวแม่” จากสิงคโปร์ให้เข้าดูแลการบริหารงานไทยคมอย่างใกล้ชิด

แก้ปัญหาสองเรื่องคือไม่สนองตอบมาตรการปิดสถานีโทรทัศน์พีทีวีเท่าที่ควร

ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าตัวเองเป็นแม่ข่าย ช่วยส่งผลต่อการปลุกระดมคนเสื้อแดง

และสองคือข้อสงสัยว่าไทยคมเป็น “มือที่มองไม่เห็น” ในการส่งสัญญาณรบกวนการออกอากาศรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ เมื่อสัปดาห์ก่อน

นอกจากนั้น ที่ไทยคม ถนนรัตนาธิเบศร์ยังถูกเปิดให้เป็นฐานที่มั่นย่อยๆ ของกลุ่มคนเสื้อแดงในปริมณฑล เข้ารวมตัวกันอยู่ทุกคืน

แม้รัฐบาลจะพยายามขอความร่วมมือจากผู้บริหารคนไทยในไทยคมมาตลอด แต่ดูเหมือนว่าจูนคลื่นกันไม่ติด คิดกันไม่ตรง

ครั้นจะรอให้ ร.ต.หญิง ระนองรักษ์สุวรรณฉวี รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เข้าไปจัดการก็ดูเหมือนยังหากุญแจรถไม่เจอ เลยสตาร์ตไม่ติด

ด้านข้าราชการประจำไอซีทีก็ยิ่งเกียร์ว่างไปกันใหญ่ เพราะไม่รู้ว่าตนเองจะต้องโดนโยงความผิดหากรัฐบาลหน้าเข้ามาหรือไม่

สุดท้าย ศอฉ.จึงทนไม่ไหว ต้องเข้ามาลุยด้วยตัวเอง โดยตั้งเป้าเขย่าไปที่ “ฐานที่มั่น” นั่นคือกองทุนยักษ์ใหญ่แห่งสิงคโปร์

เพราะทุกฝ่ายทราบดีว่า ขณะนี้เทมาเซกกำลังตกที่นั่งลำบาก จากคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อ 26 ก.พ. 2553

ศาลฎีกาฯ ตัดสินว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทุจริตในการแก้ไขสัญญาสัมปทานดาวเทียมไทยคม

ขณะที่อดีต รมว.ไอซีที และคมนาคม ในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เซ็นอนุมัติการแก้ไขสัมปทานและเอื้อประโยชน์ครั้งนี้อยู่ในข่ายที่ต้องรับผิดชอบด้วย

ศาลฎีกาฯ ตัดสินว่า การอนุมัติให้ยิงดาวเทียมไอพีสตาร์ ไม่เป็นไปตามสัญญาสัมปทาน และการอนุมัติให้แก้ไขสัญญาสัมปทานครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2547 เรื่องการลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ป ในบริษัท ไทยคม จากที่ต้องถือครองหุ้นไม่น้อยกว่า 51% เป็นไม่น้อยกว่า 40% ลัดขั้นตอน ไม่ผ่านมติคณะรัฐมนตรี

และกรณีอนุมัติให้ใช้เงินค่าสินไหมทดแทนจากการที่ดาวเทียมไทยคม 3 เกิดความเสียหาย วงเงิน 6.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ไปเช่าช่องสัญญาณต่างประเทศอย่างไม่ถูกต้อง

ลึกๆ แล้วงานนี้รัฐบาลให้ รมว.คนหนึ่งยกหูไปเจรจากับมาดามลีโฮชิง บิ๊กบอสแห่งเทมาเซก

โดยปลายทางก็ได้ตอบสนองการแก้ปัญหาของรัฐบาลไทยอย่างดียิ่ง

เพราะทางเทมาเซกเองก็ไม่อยากมีปัญหากับรัฐบาลไทย ที่เป็นเจ้าของสัมปทานตัวจริง

แถมบริษัทยังมีชนักปักหลังในกระบวนการยุติธรรมอีกหลายคดีความ

แน่นอนว่า หลังจากได้หารือกันแล้วทางเทมาเซกยินดีที่จะแก้ปัญหาทั้งในเชิงเทคนิคและในเชิงบริหาร

เมื่อพบว่าผู้บริหารไทยคมบางส่วนมีความฝักใฝ่และแอบอิงทางการเมือง ก็จะมีการรื้อใหญ่

เพราะก่อนหน้านี้พบว่าผู้บริหารกลุ่มเดิมมีการบีบกรรมการบริหารของบริษัท ไทยคม รายหนึ่งให้ต้องโบกมือลา ข้อหาใกล้ชิดรัฐบาลชุดนี้

ท่ามกลางข้อครหาที่รู้กันภายในว่า อาจมีการแอบดักฟังโทรศัพท์ ของกรรมการบริหารคนดังกล่าว ที่หารือกับฝ่ายรัฐบาล

โดยได้ตั้งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการของบริษัท ไทยคม ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทนอย่างเบ็ดเสร็จ

แต่หลังจากนี้เทมาเซกคงไม่ยอมให้มีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอีก

แน่นอนว่า ข่าวนี้เข้าถึงหูรัฐบาลและไม่อาจทนกับภาวะ ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ได้อีกต่อไป

สัญญาณที่ส่งออกไปคือ “ดาบแรก” เท่านั้น ถ้ายังไม่สำเร็จ หรือไม่ได้รับตอบสนอง ก็จะมี “ดาบสอง” ตามมา

เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง

อาจมีการรณรงค์ให้ประชาชนร่วมกัน“ทวงสมบัติของชาติ” ด้วยการระดมเงินซื้อหุ้นคืนจากเทมาเซก

เมื่อดาวเทียมไทยคมเป็นทรัพยากรที่สำคัญของประเทศ ครอบคลุมทั้งด้านความมั่นคงของราชอาณาจักร และเศรษฐกิจไทย

ซึ่งในความเป็นจริงแล้วดาวเทียมก็ควรอยู่ในมือคนไทย ไม่ใช่ต่างชาติอย่างทุกวันนี้ ... ถือว่าย่ำยีหัวใจคนไทยมากพอแล้ว

โดยรัฐบาลอาจใช้บรรดากองทุนที่อยู่ใต้ปีกรัฐบาลทั้งหมด เข้ามาสนับสนุน

ที่เหลือคือเงินจากกระเป๋าของประชาชนที่มีอุดมการณ์สำคัญ คือไม่ยอมให้ใครใช้ไทยคมเป็นเครื่องมือในการสร้างความแตกแยกของคนในชาติอีก

ยุทธการทวงคืนสมบัติชาติ จึงน่าจะเป็นหมากสุดท้ายของรัฐบาลที่ใช้ต่อรอง

เชื่อว่าเทมาเซกน่าจะมีบทเรียนราคาแพงมาแล้วเมื่อปี 2548 !!!ถือเป็นความพยายามของรัฐบาลที่

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้โทรไปสอบถามผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเป็นกรรมการบริหาร นิจนันท์ แสนทวีสุข เป็นการส่วนตัว ปรากฎว่ามือถือของนิจนันท์ ถูกดักฟังโดยคนของเอไอเอสและคนของไทยคม

นิจนันท์ เคยเป็นอดีตผู้บริหารโบรกเกอร์ชื่อดังของเมืองไทย ทำให้คณะกรรมการของบริษัทไทยคม ปลดนิจนันท์ ออก แล้วตั้ง อเนก พนาอภิชน ซึ่งเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการขึนเป็นกรรมการบริหารแทนนิจนันท์

rจากนิจนันท์ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริหารและการบริหารบริษัท

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค