
จุดพลุทวงคืนสมบัติชาติ
...ทีมข่าวการเงิน
กลุ่มเทมาเซก ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่กลุ่มชินคอร์ปอเรชั่น และเจ้าของดาวเทียมไทยคม กำลังเป็น
“เป้าสายตา” ของรัฐบาลอีกรอบเมื่อศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. มีความพยายามบีบผู้ถือหุ้น
“ตัวแม่” จากสิงคโปร์ให้เข้าดูแลการบริหารงานไทยคมอย่างใกล้ชิดแก้ปัญหาสองเรื่องคือไม่สนองตอบมาตรการปิดสถานีโทรทัศน์พีทีวีเท่าที่ควร
ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าตัวเองเป็นแม่ข่าย ช่วยส่งผลต่อการปลุกระดมคนเสื้อแดง
และสองคือข้อสงสัยว่าไทยคมเป็น
“มือที่มองไม่เห็น” ในการส่งสัญญาณรบกวนการออกอากาศรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ เมื่อสัปดาห์ก่อนนอกจากนั้น ที่ไทยคม ถนนรัตนาธิเบศร์ยังถูกเปิดให้เป็นฐานที่มั่นย่อยๆ ของกลุ่มคนเสื้อแดงในปริมณฑล เข้ารวมตัวกันอยู่ทุกคืน
แม้รัฐบาลจะพยายามขอความร่วมมือจากผู้บริหารคนไทยในไทยคมมาตลอด แต่ดูเหมือนว่าจูนคลื่นกันไม่ติด คิดกันไม่ตรง
ครั้นจะรอให้ ร.ต.หญิง ระนองรักษ์สุวรรณฉวี รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เข้าไปจัดการก็ดูเหมือนยังหากุญแจรถไม่เจอ เลยสตาร์ตไม่ติด
ด้านข้าราชการประจำไอซีทีก็ยิ่งเกียร์ว่างไปกันใหญ่ เพราะไม่รู้ว่าตนเองจะต้องโดนโยงความผิดหากรัฐบาลหน้าเข้ามาหรือไม่
สุดท้าย ศอฉ.จึงทนไม่ไหว ต้องเข้ามาลุยด้วยตัวเอง โดยตั้งเป้าเขย่าไปที่
“ฐานที่มั่น” นั่นคือกองทุนยักษ์ใหญ่แห่งสิงคโปร์เพราะทุกฝ่ายทราบดีว่า ขณะนี้เทมาเซกกำลังตกที่นั่งลำบาก จากคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อ 26 ก.พ. 2553
ศาลฎีกาฯ ตัดสินว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทุจริตในการแก้ไขสัญญาสัมปทานดาวเทียมไทยคม
ขณะที่อดีต รมว.ไอซีที และคมนาคม ในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เซ็นอนุมัติการแก้ไขสัมปทานและเอื้อประโยชน์ครั้งนี้อยู่ในข่ายที่ต้องรับผิดชอบด้วย
ศาลฎีกาฯ ตัดสินว่า การอนุมัติให้ยิงดาวเทียมไอพีสตาร์ ไม่เป็นไปตามสัญญาสัมปทาน และการอนุมัติให้แก้ไขสัญญาสัมปทานครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2547 เรื่องการลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ป ในบริษัท ไทยคม จากที่ต้องถือครองหุ้นไม่น้อยกว่า 51% เป็นไม่น้อยกว่า 40% ลัดขั้นตอน ไม่ผ่านมติคณะรัฐมนตรี
และกรณีอนุมัติให้ใช้เงินค่าสินไหมทดแทนจากการที่ดาวเทียมไทยคม 3 เกิดความเสียหาย วงเงิน 6.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ไปเช่าช่องสัญญาณต่างประเทศอย่างไม่ถูกต้อง
ลึกๆ แล้วงานนี้รัฐบาลให้ รมว.คนหนึ่งยกหูไปเจรจากับมาดามลีโฮชิง บิ๊กบอสแห่งเทมาเซก
โดยปลายทางก็ได้ตอบสนองการแก้ปัญหาของรัฐบาลไทยอย่างดียิ่ง
เพราะทางเทมาเซกเองก็ไม่อยากมีปัญหากับรัฐบาลไทย ที่เป็นเจ้าของสัมปทานตัวจริง
แถมบริษัทยังมีชนักปักหลังในกระบวนการยุติธรรมอีกหลายคดีความ
แน่นอนว่า หลังจากได้หารือกันแล้วทางเทมาเซกยินดีที่จะแก้ปัญหาทั้งในเชิงเทคนิคและในเชิงบริหาร
เมื่อพบว่าผู้บริหารไทยคมบางส่วนมีความฝักใฝ่และแอบอิงทางการเมือง ก็จะมีการรื้อใหญ่
เพราะก่อนหน้านี้พบว่าผู้บริหารกลุ่มเดิมมีการบีบกรรมการบริหารของบริษัท ไทยคม รายหนึ่งให้ต้องโบกมือลา ข้อหาใกล้ชิดรัฐบาลชุดนี้
ท่ามกลางข้อครหาที่รู้กันภายในว่า อาจมีการแอบดักฟังโทรศัพท์ ของกรรมการบริหารคนดังกล่าว ที่หารือกับฝ่ายรัฐบาล
โดยได้ตั้งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการของบริษัท ไทยคม ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทนอย่างเบ็ดเสร็จ
แต่หลังจากนี้เทมาเซกคงไม่ยอมให้มีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอีก
แน่นอนว่า ข่าวนี้เข้าถึงหูรัฐบาลและไม่อาจทนกับภาวะ ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ได้อีกต่อไป
สัญญาณที่ส่งออกไปคือ
“ดาบแรก” เท่านั้น ถ้ายังไม่สำเร็จ หรือไม่ได้รับตอบสนอง ก็จะมี “ดาบสอง” ตามมาเมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง
อาจมีการรณรงค์ให้ประชาชนร่วมกัน
“ทวงสมบัติของชาติ” ด้วยการระดมเงินซื้อหุ้นคืนจากเทมาเซกเมื่อดาวเทียมไทยคมเป็นทรัพยากรที่สำคัญของประเทศ ครอบคลุมทั้งด้านความมั่นคงของราชอาณาจักร และเศรษฐกิจไทย
ซึ่งในความเป็นจริงแล้วดาวเทียมก็ควรอยู่ในมือคนไทย ไม่ใช่ต่างชาติอย่างทุกวันนี้ ... ถือว่าย่ำยีหัวใจคนไทยมากพอแล้ว
โดยรัฐบาลอาจใช้บรรดากองทุนที่อยู่ใต้ปีกรัฐบาลทั้งหมด เข้ามาสนับสนุน
ที่เหลือคือเงินจากกระเป๋าของประชาชนที่มีอุดมการณ์สำคัญ คือไม่ยอมให้ใครใช้ไทยคมเป็นเครื่องมือในการสร้างความแตกแยกของคนในชาติอีก
ยุทธการทวงคืนสมบัติชาติ จึงน่าจะเป็นหมากสุดท้ายของรัฐบาลที่ใช้ต่อรอง
เชื่อว่าเทมาเซกน่าจะมีบทเรียนราคาแพงมาแล้วเมื่อปี 2548 !!!ถือเป็นความพยายามของรัฐบาลที่
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้โทรไปสอบถามผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเป็นกรรมการบริหาร นิจนันท์ แสนทวีสุข เป็นการส่วนตัว ปรากฎว่ามือถือของนิจนันท์ ถูกดักฟังโดยคนของเอไอเอสและคนของไทยคม
นิจนันท์ เคยเป็นอดีตผู้บริหารโบรกเกอร์ชื่อดังของเมืองไทย ทำให้คณะกรรมการของบริษัทไทยคม ปลดนิจนันท์ ออก แล้วตั้ง อเนก พนาอภิชน ซึ่งเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการขึนเป็นกรรมการบริหารแทนนิจนันท์
rจากนิจนันท์ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริหารและการบริหารบริษัท







