
เป่านกหวีดม้วนเดียวจบยาก
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
“พวกเราเห็นว่าหากปล่อยให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยย่ามใจในอำนาจเสียงข้างมาก ทำในสิ่งเลวร้ายเช่นนี้ไปเรื่อยๆ บ้านเมืองจะไร้หลักยึด ประเทศจะจมดิ่งอยู่ภายใต้อำนาจเผด็จการของรัฐบาลที่มุ่งแต่จะพิทักษ์ปกป้องผลประโยชน์ของครอบครัวและพวกพ้อง โดยไม่สนใจประโยชน์สุขของประชาชนและความสงบร่มเย็นของประเทศ...
...จึงขอประกาศว่ากลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นำโดยผมจะร่วมกับประชาชนทั่วประเทศเคลื่อนไหวต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมอย่างเข้มข้น”
เป็นคำประกาศล่าสุดของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” สส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในการประกาศนำมวลชนต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ถึงที่สุดเพื่อล้มการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน เวอร์ชั่นสุดซอย ซึ่งตามกำหนดนัดหมายจะเริ่มเป่านกหวีดในวันนี้ เวลา 18.00 น. ที่สถานีรถไฟสามเสน
การเคลื่อนไหวของ ปชป.รอบนี้มีความแตกต่างอยู่พอสมควรกับเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยครั้งนั้น ปชป.ชุมนุมแบบข้ามวันข้ามคืนบริเวณใต้ทางด่วนย่านอุรุพงษ์ ก่อนเดินเท้าเข้าประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมในวาระที่ 1
ทว่า ในครั้งนี้ ปชป.ปรับรูปแบบใหม่ โดยมานัดชุมนุมตอนเย็น ทั้งๆ ที่สภายังอยู่ในระหว่างการพิจารณาวาระที่ 2 เป็นรายมาตรา
มองในมิติภูมิศาสตร์พอประเมินได้ว่าการเลือกใช้สถานีรถไฟสามเสนเป็นที่ชุมนุมนั้น ปชป.ย่อมหวังประโยชน์ในการสะสมกำลังมวลชนด้วย เนื่องจากสถานีรถไฟสามเสนเส้นทางสำคัญของการเดินรถไฟสายใต้ ย่อมเอื้ออำนวยให้มวลชนของพรรคสามารถเดินทางจากภาคใต้เข้า กทม.ได้สะดวก
ไม่เพียงเท่านี้การใช้รถไฟเป็นพาหนะยากต่อการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงว่าผู้โดยสารที่เดินทางมาในขบวนรถไฟเป็นม็อบต่อต้านหรือไม่ ต่างกับการรวมกลุ่มเดินทางเข้า กทม. โดยใช้รถทัวร์ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้ง่ายกว่า
ที่สำคัญ สถานีรถไฟสามเสนตั้งอยู่เขตพญาไท ไม่ใช่พื้นที่ควบคุมตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 และคณะรัฐมนตรีก็ไม่ได้ประกาศขยายพื้นที่ควบคุมเพิ่มเติมจากเดิม 3 เขต (พระนคร ดุสิต และป้อมปราบศัตรูพ่าย) ยิ่งไปกว่านั้นยังอยู่ไม่ไกลจากรัฐสภา จึงเหมาะกับการใช้เป็นฐานที่มั่นต่อกรกับรัฐบาล
ขณะที่ในมิติทางการเมืองเป็นอีกมุมหนึ่งที่น่าพิจารณาเช่นกันว่า ปชป.จะเคลื่อนม็อบกดดันอย่างไร โดยความเป็นไปได้ที่ ปชป.จะเคลื่อนไหวในแนวทางหนึ่งแนวทางใดภายใต้ 2 แนวทางดังนี้
แนวทางที่ 1 เลี้ยงกระแสรอเวลา
เป็นแนวทางที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด เพราะ ปชป.ยังไม่ทิ้งสิทธิที่จะต่อสู้ในสภาในวาระที่ 2 ภายหลัง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ผู้นำฝ่ายค้าน ยืนยันจะกลับมาอภิปรายที่สภาทันทีที่เสร็จภารกิจที่สำนักงานอัยการสูงสุดเกี่ยวกับการต่อสู้คดีสลายการชุมนุมในปี 2553 วันนี้
นอกจากนี้ เส้นทางการต่อสู้เพื่อล้มร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมยังอีกยาวไกล อย่างน้อยการให้กฎหมายผ่านสภาไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะ สส.พรรค ปชป.ได้ขอใช้สิทธิอภิปรายในฐานะผู้เสนอคำแปรญัตติเพื่อแก้ไขถ้อยคำของกฎหมายถึง 139 คน และต่อให้ผ่านสภาไปได้จริงก็ยังต้องเข้าสู่กระบวนการกลั่นกรองของวุฒิสภาอีก 3 วาระ
แม้ว่าวุฒิสภาในยุคนี้ส่วนใหญ่เป็นเนื้อเดียวกับรัฐบาล แต่ใช่ว่าจะผ่านวุฒิสภาได้สบายนัก อย่าลืมว่ากลุ่ม 40 สว. เตรียมตรวจสอบกฎหมายนี้อย่างเข้มข้นเช่นกัน จนอาจจะมีผลให้ในชั้นคณะกรรมาธิการของวุฒิสภาหรือที่ประชุมใหญ่วุฒิสภาตัดสินใจปรับแก้ถ้อยคำบางประการที่มีความละเอียดอ่อน
หรือที่สุดแล้วร่างกฎหมายนิรโทษกรรมจะผ่านทั้งสภาและวุฒิสภาไปได้ก็ต้องไปเจอด่านสุดท้ายที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่ง ปชป.ประกาศแล้วว่าไปเจอกันที่ศาล
ดังนั้น การเลี้ยงกระแสเพื่อรอเวลาที่เหมาะสมน่าจะเป็นผลดีต่อการเคลื่อนไหวในอนาคตมากกว่า
แนวทางที่ 2 ระดมพลม้วนเดียวจบ
สำหรับแนวทางนี้มีความเป็นไปได้น้อยถ้าเทียบกับแนวทางแรก เพราะหาก ปชป.จะใช้วิธีนี้เท่ากับว่าจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้สภาพิจารณาลงมติร่างกฎหมายนิรโทษกรรม
การทำให้แผนนี้บรรลุผล คือ การระดมพลปิดล้อมรัฐสภาไม่ให้ สส.เสียงข้างมากสามารถเข้ามาทำหน้าที่ได้ เหมือนกับที่แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนำม็อบเสื้อเหลืองมาล้อมสภาจนพรรคเพื่อไทยไม่สามารถพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปรองดองทั้ง 4 ฉบับได้
แต่มีคำถามตัวโตๆ ว่าจะเป็นจริงได้หรือไม่ในทางปฏิบัติ?
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคง เป็นกระดูกชิ้นโตต่อการนำม็อบล้อมสภาในอดีตมีให้เห็นแล้วจากกรณีของม็อบองค์การพิทักษ์สยามเมื่อปี 2555 ที่ต้องถอยไม่เป็นท่าเมื่อมาเจอกับฤทธิ์แก๊สน้ำตาของตำรวจ
จากการวางกำลังจัดการม็อบของรัฐบาล จึงเป็นอุปสรรคที่เป็นผลให้การเลือกใช้ยุทธศาสตร์ม้วนเดียวจบทำได้ยาก เหนืออื่นใดตัวกำหนดทิศทางสถานการณ์ในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่การเลือกใช้ยุทธศาสตร์ของ ปชป.เพียงอย่างเดียว เพราะอาจมีปัจจัยแทรกซ้อนอย่าง “มือที่สาม” เข้ามา ถ้าเป็นเช่นนั้นทุกอย่างจะกลับตาลปัตรทั้งหมดและยากที่รัฐบาลจะควบคุมสถานการณ์







