
การมาเยือนของ หลี่เค่อเฉียง พลังขับเคลื่อน...ความสัมพันธ์ไทย-จีน
การเดินทางมาเยือนประเทศไทยของ หลี่เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ในช่วงกลางเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ในฐานะแขกของรัฐบาลไทย หากดูจากเอกสารที่ได้มีการลงนามกันในรูปแบบของ MOU และแถลงการณ์ของผู้นำทั้งสองฝ่าย จะเห็นชัดเจนว่าการเจรจาครั้งนี้จะเน้นไปในด้านการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจหลักๆ 3 ด้านด้วยกัน
การเดินทางมาเยือนประเทศไทยของ หลี่เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ในช่วงกลางเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ในฐานะแขกของรัฐบาลไทย หากดูจากเอกสารที่ได้มีการลงนามกันในรูปแบบของ MOU และแถลงการณ์ของผู้นำทั้งสองฝ่าย จะเห็นชัดเจนว่าการเจรจาครั้งนี้จะเน้นไปในด้านการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจหลักๆ 3 ด้านด้วยกัน
1.ความร่วมมือด้านการค้าขาย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรของไทย อาทิ ข้าว ยางพารา เป็นต้น เป็นเรื่องของการเพิ่มอัตราตัวเลขทางการค้า มีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่ที่ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี ค.ศ. 2015
2.การขยายขอบเขตความร่วมมือนอกจากด้านการค้าขาย คือ การแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการแล้ว ยังรวมถึงเรื่องการใช้สกุลเงินของแต่ละประเทศในการซื้อขาย ซึ่งก็เท่ากับเป็นการเพิ่มมิติของความร่วมมือทางเศรษฐกิจไปในด้านการเงินและการคลังไปด้วย
3.ความร่วมมือในการเสริมสร้างระบบสาธารณูปโภคของประเทศไทย ซึ่งผู้นำจีนแสดงความพร้อมที่จะเข้ามามีบทบาททางด้านนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของรถไฟความเร็วสูง
การเจรจาครั้งนี้ในระยะยาวจึงน่าจะเป็น win win ของทั้งสองฝ่าย เพราะประเทศไทยมีผลิตผลทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าวที่มีอยู่ในสต๊อกจำนวนมาก ขณะเดียวกันความรู้ความสามารถด้านรถไฟความเร็วสูงของจีนก็สามารถมาช่วยปรับปรุงระบบคมนาคมให้กับคนไทยในอนาคตอันใกล้ได้
ยุคท่านประธานาธิบดี สีจิ้นผิง และท่านนายกฯ หลี่เค่อเฉียง ได้ให้ความสำคัญกับการกระชับความสัมพันธ์กับอาเซียนเป็นพิเศษ ด้วยภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความสำคัญเป็นพิเศษต่อจีนในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของจีน และระบบการคมนาคมที่ใช้ระบบรถไฟความเร็วสูงที่จีนกำลังเสนอต่อประเทศอาเซียน จะเป็นแกนในการเชื่อมผลประโยชน์กับทั้ง 10 ประเทศของภูมิภาค ดังนั้นจีนจึงให้ความสำคัญกับอาเซียนเป็นพิเศษ
จีนออกมาย้ำถึงพลังความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับ 10 ประเทศ ซึ่งมีประชากร 600 ล้านคน ตั้งแต่ทั้งสองฝ่ายได้มีการลงนามข้อตกลงจะสร้างเขตการค้าเสรี “ที่ใหญ่ที่สุดของโลก” เมื่อปี ค.ศ. 2001 ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา จีนได้พยายามพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจีนเปรียบเปรยว่าเป็น “10 ปี แห่งความสัมพันธ์ระดับทอง” และต่อจากนี้ไปอีก 10 ปี ความสัมพันธ์ดังกล่าวก็อาจจะยกระดับขึ้นเป็น “10 ปี แห่งความสัมพันธ์ระดับเพชร” ที่มีความสำคัญเพิ่มระดับมากยิ่งขึ้นอีก
ทั้งนี้ทั้งนั้น จีนให้ความสำคัญกับประเทศไทยมาก เนื่องจากในอาเซียน ประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคจึงมีความหมายต่อประเทศจีนเป็นพิเศษ ฉะนั้นโครงการสร้างรถไฟความเร็วสูงในประเทศไทยจึงมีความหมายต่อยุทธศาสตร์ของจีนเป็นอย่างมาก
นอกเหนือจากนั้น เรื่องการท่องเที่ยว ปีนี้น่าจะมีนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนเข้ามาเที่ยวเมืองไทยถึง 5 ล้านคน (จากตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างประเทศทั้งหมดที่มาเที่ยวประเทศไทยถึง 18 ล้านคน) นับเป็นตัวเลขที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ดังนั้นผู้นำจีนจึงประกาศจะตอบสนองคำขอของรัฐบาลไทย ที่จะให้ฝ่ายจีนยกเว้นการออกวีซ่าการเดินทางระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นเพียงหนึ่งหรือสองประเทศในโลกเท่านั้น ที่จีนมีความตกลงละเว้นการตรวจลงตรา (Visa Application) ตรงนี้จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศได้มากยิ่งขึ้น สิ่งที่ตามมาคือตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น







