
กลบขาดทุนจำนำข้าวกลิ่นเน่ายิ่งโชย
คำประกาศของรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ รองปลัดกระทรวงการคลัง ที่ยังไม่เข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังอย่างเป็นทางการ
โดย...บากบั่น บุญเลิศ/เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
คำประกาศของรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ รองปลัดกระทรวงการคลัง ที่ยังไม่เข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังอย่างเป็นทางการ แต่ก็ได้มีการวางแผนจะเข้าไปสานต่อนโยบายให้รัฐบาลอย่างเต็มมือ
หนึ่งในนั้นคือ การอาสาเข้าไปดูแลการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลรอบใหม่ ปีที่ 3 เพื่อไม่ให้มีปัญหา และจะดูเรื่องผลขาดทุนใน 2 รอบบัญชีใหม่
เป็นตัวสะท้อนภาพว่า ข้าราชการประจำผู้อ้างตัวว่าเป็น “นักบัญชี” กำลังประสานมือกับข้าราชการการเมืองในการกลบข้อมูลความเสียหายจากนโยบายรับจำนำข้าวทุกเมล็ดที่กำลังนำพาประเทศลงสู่หุบเหวได้ในอนาคต หากไม่มีการปรับปรุงแนวทางของนโยบาย
จะว่าไปแล้ว ปัญหาของโครงการรับจำนำข้าวมีสองเรื่องใหญ่ที่ต้องสะสาง
หนึ่งคือ การรับจำนำรอบใหม่ที่ต้องใช้เงินอีก 2.7 แสนล้านบาท แต่รัฐบาลกำลังเผชิญภาวะถังแตก เพราะกระทรวงพาณิชย์ล้มเหลวในการระบายข้าว ทำให้ไม่มีเงินมาใช้หมุนเวียนรอบใหม่
อย่างไรก็ตาม ในส่วนนี้กระทรวงการคลังภายใต้การนำของรังสรรค์ ปลัดกระทรวงการคลังคนใหม่ น่าจะผ่าทางตันได้ไม่ยากเย็นเมื่อเปิดทางให้รัฐบาลกู้เพิ่มได้เต็มเหนี่ยว
ในรอบแรก ได้มีการวางกรอบให้กู้เงินมาเพิ่ม 1.4 แสนล้านบาท เพื่อรับจำนำข้าวนาปี 2556/2557 ไปพลางก่อน ส่วนที่เหลืออีก 1.3 แสนล้านบาท ที่จะใช้รับจำนำข้าวนาปรัง 2557 ยังมีเวลามานั่งดีดลูกคิดกันอีกทีว่าจะล้วงเงินจากตรงไหนมาดำเนินการ
ปัญหาในส่วนนี้คงไม่ยากในการจัดการแน่นอน
ขณะที่ปัญหาที่สอง น่าจะเป็นเรื่องยากในการจัดการมากพอสมควร
เนื่องเพราะผลการขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวในรอบ 2 ปี 4 ฤดูการผลิตนั้น มีผลขาดทุนที่คาดกันว่าไม่ต่ำกว่าปีละ 2 แสนล้านบาท 2 ปี ก็ประมาณ 4 แสนล้านบาทเศษ
ผลการขาดทุนก้อนมหึมาดังกล่าว กลายเป็นหอกที่ทิ่มแทงหัวใจรัฐบาลอยู่ทุกวัน
ยิ่งคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวที่มี สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ออกมาส่งสัญญาณว่า การรับจำนำมีผลขาดทุนปีละ 2 แสนล้านบาทจริง และเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับที่หลายฝ่ายประเมิน
ไม่ว่าจะเป็นสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) หรือ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง รวมถึงสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ที่คาดคะเน
ทำให้รัฐบาลนั่งไม่ติดเพราะเท่ากับเป็นการยอมรับว่าโครงการรับจำนำข้าวที่ผ่านมาขาดทุนมหาศาล
ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลยังกลืนไม่เข้าคายไม่ออกว่า เงินที่ขาดทุนปีละ 2 แสนล้านบาทนั้นตกไปอยู่ในมือชาวนาหรือนายทุนผู้ใกล้ชิดกับฝ่ายการเมือง แผลดังกล่าวทำให้รัฐบาลต้องดิ้นหนีตายจากข้อหาดังกล่าวให้เร็วที่สุด
ดังนั้น จึงมีการตั้งรังสรรค์ขึ้นมานั่งเป็นปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อมานั่งกลบผลขาดทุนจำนำข้าวให้ไว้นานที่สุด
คำประกาศของรังสรรค์ว่าจะเข้าไปนั่งเป็นประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวแทนที่สุภา เพราะถือเป็นอำนาจปลัดกระทรวงการคลังโดยตรง จะไม่มอบให้สุภาอีกต่อไป คือสิ่งการันตีว่าจำนำข้าวถัดจากนี้นักบัญชีจะมาทำให้ขวาเท่ากับซ้าย และความเสียหายจะถูกกลบไว้สนิทแน่
นอกจากนี้ รังสรรค์ยังประกาศว่าจะต้องทบทวนการปิดบัญชีล่าสุดถึงวันที่ 31 พ.ค. 2556 ที่สุภาส่งไปให้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ใหม่อีกครั้ง เพราะเห็นว่าไม่น่าจะมีผลขาดทุนมากถึง 2 แสนล้านบาท
ภารกิจนี้จึงท้าทายการทำงานของว่าที่ปลัดกระทรวงการคลังคนใหม่อย่างมาก
ขณะเดียวกันนั้นก็เป็นตัววัดเครดิตของกระทรวงการคลัง หน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลเงินของประเทศว่าจะมีความขลังในความเป็นมืออาชีพมากน้อยแค่ไหน
เพราะว่ากันตามเนื้อผ้าแล้ว ผลขาดทุนปีละ 2 แสนล้านบาท ถือว่าเป็นตัวเลขที่หลายหน่วยงานคิดตรงกัน ไม่ว่าจะเริ่มต้นขาดทุนมากหรือน้อยกว่ากัน แต่สุดท้ายเมื่อปิดโครงการก็หนีไม่พ้นตัวเลขไม่น้อยกว่าปีละ 2 แสนล้านบาทเหมือนกัน
แต่หากกระทรวงการคลังไปพลิกหรือบิดตัวเลขแล้วไซร้ ความหมดศรัทธาจากสาธารณะและนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศจะหมดไปทันที
เพราะวิถีของการเล่นแร่แปรธาตุทางบัญชีของหน่วยงานสำคัญที่เป็นหน้าตาของประเทศพลิกพลิ้วนั้น อาจทำลายศักดิ์ศรีของหน่วยงานเศรษฐกิจแห่งนี้ลงไปได้
มูดี้ส์อาจจะเป็นเจ้าแรกๆ ที่หาญกล้าออกมาฟันธงว่า โครงการรับจำนำข้าวขาดทุนปีละ 2 แสนล้านบาท เพราะคิดว่าการรับจำนำข้าวของรัฐบาลแต่ละปีจะใช้เวลาในการระบายขายข้าวได้หมด 4 ปี ก็จะมีการคิดราคาตลาดบวกราคาที่ลดลงจากการเสื่อมค่าในแต่ละปี และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานแต่ละปีรวมทั้งหมด 4 ปี ก็จะได้ผลขาดทุนออกมาไม่ต่ำกว่า 2แสนล้านบาท
ขณะที่การปิดบัญชีของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำที่ปิดบัญชีรอบแรกปี 2554/2555 ณ วันที่ 31 ม.ค. 2556 มีผลขาดทุน 1.3 แสนล้านบาท ก็มีความต่างกับมูดี้ส์ตรงที่ว่าคิดราคาข้าวค้างสต๊อกที่เหลืออยู่ทั้งหมดในราคาตลาด ณ วันปิดบัญชีเป็นรายได้ ทำให้ผลขาดทุนยังมีน้อย เพราะยังไม่ได้คิดว่าจะขายข้าวออกทั้งหมดเหมือนกับมูดี้ส์
แต่หากกระทรวงพาณิชย์สามารถขายข้าวได้หมดตัวเลขก็จะไม่ต่างกัน
ขณะที่ทีดีอาร์ไอที่มีการติดตามแกะข้อมูลการขายข้าวของรัฐบาลชนิดเกาะติด ก็ระบุชัดว่าข้าวเปลือกที่รัฐบาลจำนำตันละ 1.5 หมื่นบาท เมื่อสีแปรแล้วต้นทุนข้าวสารอยู่ที่ตันละ 2.4 หมื่นบาท แต่ที่ผ่านมารัฐบาลขายข้าวสารตันละ 1.11.3 หมื่นบาทเท่านั้น
เท่ากับว่ารัฐบาลขายข้าวขาดทุนไปกว่าตันละ 1 หมื่นบาท เมื่อรัฐบาลรับจำข้าวเปลือกที่สีเป็นข้าวสารแล้วประมาณ 20 ล้านตัน ก็แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลขาดทุนจากโครงการรับจำนำปีละ 2 แสนล้านบาท
แต่ว่าที่ปลัดกระทรวงการคลังคนใหม่ที่ออกมาปกป้องการขาดทุนรับจำนำข้าวของรัฐบาลแบบเต็มตัว โดยการอ้างข้อมูลว่ารัฐบาลจำนำข้าวเปลือกตันละ 1.5 หมื่นบาท และขายข้าวสารได้ตันละ 1.2 หมื่นบาท เท่ากับขาดทุนตันละ 3,000 บาท ยิ่งกลายเป็นจุดอ่อนให้นักวิชาการเล่นงานว่าที่ปลัดกระทรวงการคลังที่ไม่รู้ลึกรู้จริงเรื่องข้อมูลการรับจำนำข้าว
เพราะตัวเลขที่รังสรรค์นำมาบวกลบกันนั้นทำแบบคนไม่รู้เรื่องแม้แต่น้อยว่าข้าวเปลือกที่รับจำนำกับข้าวสารที่ขายออกไปนั้นมีตัวเลขที่ผันแปรกันอย่างไร
หากปล่อยให้ว่าที่ปลัดกระทรวงการคลังเข้ามารื้อตัวเลขขาดทุนจำนำข้าว ก็จะกลายเป็นบูเมอแรงพุ่งใส่รัฐบาลให้หน้าหงายมากขึ้นกว่าเดิม
หากยิ่งเดินหน้าแก้ รัฐบาลก็ยิ่งขาดความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะการบิดเบือนตัวเลขผลการขาดทุนให้ต่ำกว่าความเป็นจริง
ถ้ากระทรวงการคลังทำได้ อย่าหมายว่าประเทศนี้จะมีความน่าเชื่อถือกันอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม มีการประเมินกันว่าการรื้อตัวเลขขาดทุนของรังสรรค์นั้น แท้จริงแล้วรัฐบาลรู้อยู่เต็มอกแล้วว่าตัวเลขขาดทุนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันได้
แต่เป้าหมายของการรื้อบัญชีที่แท้จริงคือ การซื้อเวลาไม่ให้น้ำลด ตอผุด เร็วขึ้นเท่านั้น
เพราะถึงคนจำนวนมากจะปักใจเชื่อข้อเท็จจริงว่าโครงการรับจำนำข้าวเจ๊งปีละไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาท แต่ตัวเลขเป็นทางการของคณะกรรมการปิดบัญชีข้าวที่ออกมานั้น หากต่ำกว่านั้นรัฐบาลก็นำมาหักล้าง แก้ต่างได้ว่าขาดทุนไม่ถึง 2 แสนล้านบาท
เป็นการอาศัยตัวเลขความจริงมาหักล้างความเสื่อมทางเครดิตของรัฐบาลโดยมีประเทศเป็นเดิมพัน
จะเห็นได้ว่าการปิดบัญชีของรัฐบาลจะมีความล่าช้าอย่างมาก ที่เห็นได้ชัดข้อมูลที่รัฐบาลอ้างว่าขาดทุนข้าวไม่ถึง 2 แสนล้านบาท เป็นข้อมูลปิดบัญชีเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2556 หรือเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา
แม้แต่การรื้อปิดบัญชีรอบใหม่ก็เป็นการปิดบัญชีถึงวันที่ 31 พ.ค. 2556 เท่านั้น แม้ว่าผลขาดทุนของการจำนำปีแรกจะเพิ่มขึ้น แต่การกดตัวเลขให้ไม่เกิน 2 แสนล้านบาท ย่อมไม่ใช่เรื่องยาก
ขณะที่การปิดบัญชีของการรับจำนำปีที่ 2ก็เป็นการปิดบัญชีในส่วนของการรับจำนำข้าวนาปีเท่านั้น ยังไม่รวมการปิดบัญชีของข้าวนาปรังที่รับจำนำไปปีละ 8 หมื่นล้านถึงแสนล้านบาท โดยอ้างว่าข้อมูลยังไม่พร้อม ทำให้ผลขาดทุนออกมาจะต่ำไม่กี่หมื่นล้านบาท ทำให้รัฐบาลยังยืนยันนอนยันได้ว่าขาดทุนข้าวไม่ถึงปีละ 2 แสนล้านบาท
การรื้อผลการปิดบัญชีรับจำนำข้าวนอกจากยังปกปิดผลขาดทุนที่แท้จริงแล้ว ยังเป็นการปิดข้อมูลที่ไม่ชอบมาพากลอย่างอื่นไม่ให้ปรากฏด้วย
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้าวหาย ข้าวเน่า ข้าวล่องหน หรือข้าวลม และข้าวจากต่างประเทศ ซึ่งล้วนแต่เป็นแผลฉกรรจ์ของโครงการรับจำนำข้าวที่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องการซุกซ่อนไว้ให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพียงแต่รัฐบาลหลงลืมไปว่า แผลจากการรับจำนำข้าวนั้น ยิ่งซุกซ่อนไว้ยิ่งทำให้ประเทศนี้ส่งกลิ่นเหม็นและฉาวโฉ่มากยิ่งขึ้น







