
มาถูกทาง
นโยบายหนึ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินการแล้วและเป็นนโยบายที่ดีมาก แต่ยังไม่ได้มีการอธิบายให้ประชาชนได้เข้าใจมากนัก คือนโยบายการลดภาษีนิติบุคคล ที่ลดจาก 30% มาเป็น 23% ในปี 2555 และลดลงเป็น 20% ในปี 2556 ซึ่งจะทำให้เกิดการขยายฐานภาษีโดยให้หน่วยธุรกิจเข้ามาจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น แทนที่จะหลบภาษีเป็นจำนวนมากเหมือนในอดีต ซึ่งจะทำให้รายได้จากการเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นไม่ได้ลดลง และหน่วยธุรกิจขนาดใหญ่ที่ได้จ่ายภาษีนิติบุคคลลดลงก็จะมีกำไรเพิ่มขึ้น เพื่อนำเงินมาลงทุนขยายธุรกิจ เพิ่มการจ้างงาน และเกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และนี่ก็เป็นสาเหตุหลักอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยพุ่งกระฉูดขึ้นมาอยู่ที่ระดับนี้ เพราะปัจจัยพื้นฐานของบริษัทที่มีกำไรเพิ่มขึ้น ไม่ใช่แต่เฉพาะเงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้ามาลงทุนอย่างเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ การลดภาษีนิติบุคคลยังเป็นแรงจูงใจให้มีการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น จากตัวเลขการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอตามที่ได้เคยกล่าวมาแล้ว คือ ในปี 2555 ที่มียอดถึง 1.3 ล้านล้านบาท และในปี 2556 นี้อีกไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการโยกย้ายการลงทุนมาจากประเทศญี่ปุ่น และแนว
นโยบายหนึ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินการแล้วและเป็นนโยบายที่ดีมาก แต่ยังไม่ได้มีการอธิบายให้ประชาชนได้เข้าใจมากนัก คือนโยบายการลดภาษีนิติบุคคล ที่ลดจาก 30% มาเป็น 23% ในปี 2555 และลดลงเป็น 20% ในปี 2556 ซึ่งจะทำให้เกิดการขยายฐานภาษีโดยให้หน่วยธุรกิจเข้ามาจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น แทนที่จะหลบภาษีเป็นจำนวนมากเหมือนในอดีต ซึ่งจะทำให้รายได้จากการเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นไม่ได้ลดลง และหน่วยธุรกิจขนาดใหญ่ที่ได้จ่ายภาษีนิติบุคคลลดลงก็จะมีกำไรเพิ่มขึ้น เพื่อนำเงินมาลงทุนขยายธุรกิจ เพิ่มการจ้างงาน และเกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และนี่ก็เป็นสาเหตุหลักอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยพุ่งกระฉูดขึ้นมาอยู่ที่ระดับนี้ เพราะปัจจัยพื้นฐานของบริษัทที่มีกำไรเพิ่มขึ้น ไม่ใช่แต่เฉพาะเงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้ามาลงทุนอย่างเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ การลดภาษีนิติบุคคลยังเป็นแรงจูงใจให้มีการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น จากตัวเลขการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอตามที่ได้เคยกล่าวมาแล้ว คือ ในปี 2555 ที่มียอดถึง 1.3 ล้านล้านบาท และในปี 2556 นี้อีกไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการโยกย้ายการลงทุนมาจากประเทศญี่ปุ่น และแนวโน้มก็น่าจะมีการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องคำนึงว่าเป้าหมายของประเทศไทยจะต้องเป็นศูนย์กลางการเจริญเติบโตของภูมิภาคนี้เมื่อเข้าสู่เออีซี ดังนั้น การที่ต้องมีอัตราภาษีนิติบุคคลที่สามารถแข่งขันได้กับประเทศที่จะแข่งกันเป็นศูนย์กลางอื่นๆ เช่น ฮ่องกง ( 16.5%) หรือสิงคโปร์ (17%) จึงมีความจำเป็นอย่างมาก ซึ่งทั้งสิงคโปร์และฮ่องกงยังมีอัตราภาษีที่ต่ำกว่าของไทยที่ลดแล้ว นอกจากนี้ หลังจากที่เข้าสู่เออีซีแล้วการดำเนินการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกันในทุกประเทศก็น่าจะเกิดขึ้น ดังนั้น การที่ประเทศไทยปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลก่อนก็จะเป็นการปรับตัวก่อน อีกทั้งเป็นการดึงดูดเงินทุนที่กำลังหาประเทศที่เหมาะสมในการลงทุนก่อนการเข้าสู่เออีซีนี้
ดังนั้น การที่อดีต รมว.คลัง กรณ์ จาติกวณิช ออกมาวิจารณ์เรื่องการลดภาษีนิติบุคคลนั้นก็น่าจะศึกษาหลักคิดและข้อมูลให้ละเอียดเสียก่อน และที่บอกว่าการเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลลดลงก็ไม่เป็นความจริง เพราะหลังจากที่ลดภาษีเงินได้จาก 30% มาเป็น 23% แล้ว ปริมาณการเก็บภาษีไม่ได้ลดลง แต่กลับเก็บได้เพิ่มขึ้น เพราะมีการขยายฐานภาษีให้บริษัทห้างร้านต่างๆ ยอมเข้ามาในระบบและเสียภาษีเพิ่มขึ้น ในสมัยช่วงหาเสียง พรรคประชาธิปัตย์ก็ประกาศว่าจะลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 25% แต่พรรคเพื่อไทยเห็นว่าถ้าจะเป็นศูนย์กลางความเจริญเติบโตของอาเซียนก็จะต้องลดให้เทียบเคียงกับคู่แข่ง และเมื่อประกาศแล้วก็ได้ดำเนินการตามที่ได้หาเสียงและผลลัพธ์ก็ได้อย่างที่คาดหมายไว้ นอกจากนี้ ยังอยากให้คุณกรณ์ได้ศึกษาประโยชน์ในภาพรวมทางเศรษฐกิจที่ได้จากการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลตามที่ได้กล่าวมาแล้ว อย่าได้โจมตีโดยปราศจากข้อมูล เพราะอาจจะทำให้ความน่าเชื่อถือของคุณกรณ์ทางเศรษฐกิจลดลงได้
ส่วนเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น รัฐบาลยืนยันว่าไม่ได้มีแนวคิดในการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มช่วงนี้อย่างแน่นอน การที่กระทรวงการคลังเสนอแนวคิดในเรื่องดังกล่าวก็เป็นแนวคิดในเชิงวิชาการเท่านั้น โดยอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 7% นี้ เป็นอัตราที่ลดลงมาจากอัตราการจัดเก็บตามกฎหมายที่กำหนดไว้ที่ 10% การที่จะยกเลิกบทเฉพาะกาลและจะจัดเก็บอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 10% ได้ รัฐบาลคงจะต้องดูสภาวะเศรษฐกิจที่เหมาะสม ซึ่งคงไม่ใช่ในระยะเวลาอันใกล้นี้ ทั้งนี้ หากรัฐสามารถจัดเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้นจากภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มีการขยายฐานให้มีผู้มาจ่ายเพิ่มขึ้น ก็จะไม่มีความจำเป็นในการที่จะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยตัวเลขล่าสุดที่ประกาศออกมาปรากฏว่า ในปีงบประมาณ 2556 (ต.ค. 2555ก.ย. 2556) รัฐมีรายได้ส่งคลังทั้งสิ้น 2,157,609 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าระยะเดียวกันของปีที่แล้วถึง 179,939 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 9.1% ไม่ได้หายไป 2 แสนล้านบาท เหมือนที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด
เมื่อกล่าวถึงการหารายได้เข้ารัฐก็ต้องขอเห็นด้วยกับรัฐบาลที่ได้เพิ่มการแบ่งปันผลประโยชน์ของการทำเหมืองแร่ทองคำเป็นอัตรา 50 ต่อ 50 ของผลกำไรสุทธิ จากเดิมที่แบ่งปันเพียง 85 ต่อ 15 เท่านั้น ซึ่งจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกเป็นหมื่นล้าน ซึ่งเรื่องนี้ผู้เขียนเคยเสนอไว้หลายปีแล้วตั้งแต่สมัยรัฐบาลที่แล้ว เพราะจากข้อมูลที่ได้รับประเทศไทยมีแหล่งทองคำเป็นจำนวนมาก แต่กลับปล่อยให้บริษัทต่างชาติเข้ามาหาประโยชน์ โดยขุดสินแร่ส่งกลับไปในต่างประเทศ โดยประเทศไทยแทบจะไม่ได้อะไรเลย โดยระยะหลังเมื่อราคาทองได้ปรับเพิ่มขึ้นสูงมาก บริษัทต่างชาติเหล่านี้ก็ได้ประโยชน์และมีกำไรเพิ่มขึ้นไปมาก ราคาหุ้นของบริษัทต่างชาติเหล่านี้ที่จดทะเบียนในต่างประเทศก็เพิ่มขึ้น แต่ประเทศไทยกลับแทบไม่ได้อะไรเลย การปรับปรุงอัตราดังกล่าวจะทำให้ประเทศได้ประโยชน์มากขึ้น ทั้งนี้ อยากให้มีการตรวจสอบการส่งออกสินแร่ทองคำอย่างเข้มงวด อย่าให้รัฐต้องเสียประโยชน์เพิ่มขึ้นอีก
หมดเวลาแล้วสำหรับบริษัทต่างชาติที่มาเอาเปรียบประเทศไทยจนเกินควร







