
ศก.พุ่งสวนการเมือง
โพสต์ทูเดย์
— ธปท.ยันเศรษฐกิจแกร่ง ปรับเป้าจีดีพีขึ้นเป็น 4.35.8%นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวานผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ได้ปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีไทยปีนี้เพิ่มขึ้นอีก 0.51% จากเดิมคาดว่าขยายตัว 3.35.3% เป็น 4.35.8% โดยได้หักลบผลกระทบจากม็อบเสื้อแดงต่อเศรษฐกิจไปแล้ว 0.9%
สำหรับสาเหตุสำคัญคือ ภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 4 ปีก่อน และไตรมาสแรกปีนี้ออกมาดีกว่าที่คาดไว้มาก ช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจสูงขึ้น โดยมีความเป็นไปได้ว่าจีดีพีไตรมาสแรกปีนี้จะเติบโตได้มากกว่า 8%
“
หากไม่มีสถานการณ์ทางการเมืองมากระทบ เศรษฐกิจไทยน่าจะสามารถโตได้ระดับ 5.26.7%” นายไพบูลย์ กล่าวทั้งนี้ ผลกระทบทางการเมืองน่าจะเกิดขึ้นมากที่สุดในช่วงไตรมาส 2 โดยเฉพาะการท่องเที่ยวจากช่วงนี้ไปถึงสิ้นปีอาจหดตัวลงประมาณ 7% จากแนวโน้มเดิมที่น่าจะโตได้ประมาณ 4% กระทบการบริโภค การจับจ่ายใช้สอยแผ่วลง ก่อนจะค่อยๆ ลดลงในช่วงเวลาที่เหลือของปี
ขณะที่ปี 2554 ได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์จีดีพีจากเดิมโต 2.84.8% เป็น 35%
นายสาธิต รังคสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองขณะนี้ส่งผลกระทบต่อจีดีพีปี 2553 ไปแล้ว 0.20.5% และหากสถานการณ์มีความรุนแรงหรือยืดเยื้อไปมากกว่านี้อาจจะมีผลกระทบสูงถึง 1.8%
ผู้อำนวยการ สศค. ประเมินว่าเศรษฐกิจไตรมาสแรกปี 2553จะขยายตัวอัตราใกล้เคียงที่ระดับ 9% แต่ต้องรอแถลงอย่างเป็นทางการจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) อีกครั้งในปลายเดือน พ.ค.นี้ ขณะที่ตัวเลขจีดีพีปี 2553 กระทรวงการคลังประมาณการไว้ที่ 45%อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยบวกจากการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีมากเข้ามาช่วยสนับสนุน แม้รายได้จากการท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบจากการชุมนุมอย่างรุนแรงก็ตาม โดยก่อนที่จะมีการชุมนุมช่วงตั้งแต่วันที่ 115 มี.ค.จำนวนนักท่องเที่ยวขยายตัวเพิ่มขึ้น 22.6% จากช่วงเดียวเดียวกันของปีก่อน แต่ช่วงวันที่ 1631 มี.ค.อัตราการขยายตัวลดลงเหลือเพียง 12.9% และช่วงวันที่ 126 เม.ย.อัตราการขยายตัวติดลบ 3.72%
เดิมทีกระทรวงการคลังได้ประมาณ GDP ไตรมาส 1/53 ไว้ที่ 8% แต่ตัวเลขเศรษฐกิจด้านต่างๆ มีอัตราขยายตัวดีเกินคาด ไม่ว่าจะเป็น ยอดส่งออก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม การส่งรายได้เข้ารัฐ
นายสาธิต กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือน มี.ค.53 ว่า ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากมูลค่าการส่งออกที่ขยายตัวในระดับสูงที่ 40.9% และการใช้จ่ายภายในประเทศปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนจากภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ ขยายตัวในระดับสูงที่ 27.6% ขณะที่เครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนจากปริมาณนำเข้าสินค้าทุนขยายตัวในระดับสูงมากที่ 47.6% โดยสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่านจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 17.6% ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 41.9% ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและของภาคอุตสาหกรรมในเดือน มี.ค.ปรับตัวลดลงเช่นกัน
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีในตลาดจีน ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และสหรัฐ ขณะที่ความเสี่ยงในการพึ่งพาตลาดต่างประเทศลดลงเนื่องจากมีการเปิดตลาดใหม่เพิ่มมากขึ้น เช่น ตะวันออกกลาง แอฟริกา ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลการการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ)
เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยในเดือน มี.ค.53 ที่ขยายตัวได้ดีส่งผลให้ไตรมาส 1/53 ขยายตัวได้ดีกว่าที่คาด โดยได้รับอานิสงค์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ทำให้การส่งออกขยายตัวสูงมาก ประกอบกับนโยบายการคลังและนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในช่วงที่ผ่านมา ได้เอื้อต่อการใช้จ่ายภาคเอกชน ทั้งจากการบริโภคและการลงทุนให้ปรับตัวดีขึ้น
"เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ของปี 2553 น่าจะขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องจากไตรมาสที่ 4 ของปี 2552 ทั้งนี้ แม้ว่าสถานการณ์การเมืองจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากนักในไตรมาสที่ 1 ของปี 2553 แต่หากสถานการณ์มีความยืดเยื้อ คาดว่าจะส่งกระทบทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวชะลอลงในไตรมาสที่ 2 ของปี 2553 ต่อไป" นายเอกนิติ กล่าว
ขณะที่นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ กล่าวว่า ความกังวลของต่างประเทศว่าปัญหาทางการเมืองในประเทศ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจอาจลุกลามไปทั่วภูมิภาคนั้นคงไม่เกิดขึ้น เพราะประเมินว่าหากสถานการณ์รุนแรงสุดก็จะกระทบ GDP แค่ 1.8% เท่านั้น ซึ่งทำให้ GDP ทั้งปียังอยู่ในแดนบวก ซึ่งกระทรวงการคลังจะพิจารณาปรับประมาณการ GDP ปี 53 อีกครั้งในเดือน มิ.ย.







