posttoday
โลกตั้งการ์ดเฟดจ่อเลื่อนชะลอคิวอี 2014

โลกตั้งการ์ดเฟดจ่อเลื่อนชะลอคิวอี 2014

22 ตุลาคม 2556

แม้ผลสรุปการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลาง (เอฟโอเอ็มซี)

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

แม้ผลสรุปการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลาง (เอฟโอเอ็มซี) เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา จะพบว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แทบจะมีความเห็นที่เป็นเอกฉันท์ตรงกันว่า จำเป็นต้องเริ่มชะลอมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ลงภายในปลายปี 2013 เพื่อให้ตรงกับที่ได้ส่งสัญญาณไปยังตลาดทุนโลกก่อนหน้านี้ และเพื่อป้องกันความเสี่ยงของภาวะฟองสบู่สินทรัพย์ที่อาจเกิดขึ้น ทว่าที่สุดแล้วการชะลอคิวอีอาจไม่เกิดขึ้นในปลายปีนี้ตามที่คาดไว้

เพราะ “วิกฤตการณ์ภาคการคลังสหรัฐ” ทั้งอุปสรรคในการผ่านร่างงบประมาณ และการผ่านกฎหมายขยายเพดานหนี้สหรัฐ ที่เพิ่งได้รับการต่อลมหายใจมาอย่างฉิวเฉียดในสัปดาห์ที่แล้ว กำลังเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดที่ทำให้แผนนโยบายการเงินสหรัฐต้องเปลี่ยนไปจากเดิม

สถานการณ์ในตลาดหุ้นที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง เช่น ตลาดยุโรป ซึ่งดัชนีฟุตซียูโรเฟิร์สต์ 300 สามารถไต่ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี ระหว่างการซื้อขายเมื่อวันที่ 21 ต.ค. รวมไปถึงตลาดทองคำและค่าเงินนั้น นับเป็นสัญญาณชั้นดีที่อาจมองได้ว่าตลาดทุนโลกกำลังปรับยุทธศาสตร์ “วางเดิมพัน” ครั้งใหม่ว่า เฟดจะไม่ชะลอคิวอีจนกว่าจะถึงไตรมาสแรกของปี 2014 อย่างแน่นอน

อันดับแรกนั้นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การจะดำเนินการหรือปรับเปลี่ยนมาตรการทางการเงินใดๆ ของเฟดนั้น ต้องอยู่บนพื้นฐานของ “ตัวเลข” หรือดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจที่อ้างอิงได้ และหนึ่งในเกณฑ์สำคัญที่เฟดใช้ในการอัดฉีดคิวอีเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ มาตลอดก็คือตัวเลขการจ้างงานสหรัฐ

ทว่า วิกฤตการณ์ชัตดาวน์ตลอดช่วง 16 วันที่ผ่านมา หลังจากที่สภาคองเกรสไม่สามารถผ่านร่างงบประมาณฉุกเฉินออกมาได้นั้น ส่งผลให้การทำงานของหลายหน่วยงานในรัฐบาลกลางออกอาการ “รวน” ไปหมด หน่วยงานหลายแห่ง เช่น พิพิธภัณฑ์และอุทยานแห่งชาติต้องปิดหน่วยงานและพักงานพนักงานชั่วคราว เนื่องจากไม่มีงบประมาณ ขณะที่หลายโครงการจัดซื้อจัดจ้างกับบริษัทเอกชนก็ถูกระงับชั่วคราวเช่นกัน จนส่งผลให้กระทรวงแรงงานไม่สามารถรวบรวมตัวเลขการจ้างงานที่แม่นยำเหมือนทุกครั้งได้

นอกเหนือไปจากตัวเลขในภาคแรงงานแล้ว การรายงานดัชนีสำคัญต่างๆ เช่น ตัวเลขการค้าปลีก และดัชนีผลผลิตภาคโรงงานเดือน ก.ย. ก็ไม่สามารถรวบรวมได้ตามปกติได้เช่นกัน และอาจส่งผลกระทบตามมาถึงรายงานในเดือน ต.ค.นี้ด้วย

ความคลาดเคลื่อนในด้านตัวเลขดังกล่าวทำให้เท่ากับว่า การประชุมเอฟโอเอ็มซีวันที่ 2930 ต.ค.นี้ จะยังไม่มีสัญญาณการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในมาตรการคิวอีอย่างแน่นอน และบรรดานักวิเคราะห์หลายสำนักยังคาดการณ์ไปถึงการประชุมเฟดครั้งสุดท้ายของปี 2013 ในวันที่ 1718 ธ.ค. ด้วยว่าจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ เช่นกัน

เพราะนอกจากความคลาดเคลื่อนในด้านตัวเลขดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจแล้ว อีกปัจจัยสำคัญที่สุดที่เขย่าการตัดสินใจของเฟดก็คือ “ความเสี่ยงของวิกฤตการณ์การคลังสหรัฐที่ยังไม่จบลง”

การผ่านร่างงบประมาณฉุกเฉินและผ่านร่างขยายเพดานหนี้ของสภาคองเกรสเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น เป็นเพียงแค่การหาทางออกระยะสั้นเท่านั้น เพราะฝ่ายค้านยอมผ่านร่างให้หน่วยงานต่างๆ มีงบประมาณเบิกจ่ายได้ตามปกติจนถึงกลางเดือน ม.ค. 2014 เท่านั้น และการขยายเพดานหนี้ชั่วคราวก็จะทำให้รัฐมีเงินเพียงระยะหนึ่งก่อนจะกลับไปชนเพดานหนี้ใหม่ในวันที่ 7 ก.พ.ปีหน้า ซึ่งเท่ากับว่าต้นปี 2014 ยังคงเป็นช่วงที่ปัญหาภายในสหรัฐสามารถเขย่าความเชื่อมั่นการค้าและการลงทุนโลกได้เช่นเดิม

หากมีความเสี่ยงสูงที่สถานการณ์เดิมๆ อย่างภาวะชัตดาวน์จะกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง ช่วงเวลาดังกล่าวก็ไม่น่าใช่เวลาอันเหมาะสมที่เฟดจะชะลอมาตรการซื้อคืนพันธบัตรลง

สัญญาณการเปลี่ยนใจของเฟดนั้น สะท้อนได้จากความเห็นของผู้บริหารระดับสูง เช่น ชาร์ลส์ อีแวนส์ ผู้ว่าการเฟดสาขาชิคาโก ที่ออกมาย้ำชัดว่า เฟดยังไม่ควรชะลอมาตรการคิวอีในยามที่ดัชนีบ่งชี้ทางเศรษฐกิจต่างๆ ยังไม่คงที่เพราะผลกระทบจากภาวะชัตดาวน์ ขณะที่ริชาร์ด ฟิชเชอร์ ผู้ว่าการเฟดสาขาดัลลัส ที่เคยเร่งให้เฟดลดวงเงินคิวอีมาตลอดก่อนใครนั้น ก็ยังเห็นด้วยกับการเลื่อนแผนออกไปก่อนเช่นกัน

นอกจากปัจจัยต้นเหตุอย่างปัญหาการคลังสหรัฐที่ทำให้เฟดอาจต้องเลื่อนแผนชะลอคิวอีออกไปแล้ว หากเราพิจารณาจากสัญญาณในตลาดทุนโลกและธนาคารกลางประเทศต่างๆ ก็จะพบว่าเริ่มมีสัญญาณที่ทำให้เชื่อได้ว่า โลกเองก็กำลังปรับแผนเปลี่ยนยุทธศาสตร์เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนใจของเฟดเช่นกัน

ภายในช่วง 12 เดือนมานี้ หลายประเทศเอเชียต่างทยอยเดินหน้าเปิด “สวอปไลน์” หรือสวอปอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศกันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่จีน ยุโรป อังกฤษ อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ และมาเลเซีย เพื่อลดความผันผวนของสกุลเงินเหรียญสหรัฐ โดยหันมาใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการทำธุรกรรมระหว่างกันให้มากขึ้น

เฉพาะเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ของเอเชียนั้น ประกาศเปิดสวอปไลน์อัตราแลกเปลี่ยนกับ 3 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในวงเงินรวม 1.12 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 3.6 แสนล้านบาท) เพื่อลดความเสี่ยงที่จะ “ขาดทุน” จากการส่งออกในรูปสกุลเงินดอลลาร์

เพราะทันทีที่เริ่มมีสัญญาณการเลื่อนแผนชะลอคิวอีออกมาให้เห็นเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว ค่าเงินเหรียญสหรัฐก็ทรุดฮวบลงต่ำสุดในรอบ 8 เดือนทันที โดยอ่อนค่าลงไปแตะระดับ 79.478 เหรียญสหรัฐ ในการเทียบกับตะกร้าเงิน 6 สกุลสำคัญของโลก ระหว่างการซื้อขายเมื่อวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา

อีกหนึ่งการปรับตัวสำคัญที่สะท้อนว่า โลกกำลังเร่งเกียร์หนีความเสี่ยงจากปัญหาภายในของสหรัฐและการเสื่อมค่าของสกุลเงินเหรียญสหรัฐก็คือ การจับมือระหว่าง “จีนยุโรป” และ “จีนอังกฤษ” ที่เกิดขึ้นในเดือนนี้เช่นกัน

เพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนจากปัญหาค่าเงินของสหรัฐที่คาดว่าจะกินเวลาอีกยาวไปจนถึงต้นปี 2014 เป็นอย่างต่ำ ธนาคารกลางจีนและธนาคารกลางยุโรปบรรลุข้อตกลงสวอปเงินหยวนยูโร ครั้งประวัติศาสตร์ถึง 3.5 แสนล้านหยวน และต่อมายังเปิดสวอปไลน์กับอังกฤษในวงเงินถึง 8 หมื่นล้านหยวน พร้อมให้กรุงลอนดอนเป็นศูนย์กลางของฝั่งตะวันตกในการใช้เงินสกุลหยวนปอนด์ ทำธุรกรรมระหว่างสองประเทศโดยตรง

แม้ว่าประเด็นเงินหยวนแฝงไปด้วยความพยายามอย่างหนักของจีนที่ต้องการยกระดับค่าเงินสู่เวทีสากล แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาการเมืองภายในสหรัฐที่กระทบต่อนโยบายเศรษฐกิจและค่าเงินเหรียญสหรัฐนั้น คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทั่วโลกต้องเร่งปรับตัวเพื่อลดความเสี่ยงการขาดทุนกัน และทำให้จีนสามารถเปิดสวอปค่าเงินไปแล้วกับ 22 ประเทศทั่วโลก ในวงเงินรวมถึง 2.2 ล้านล้านหยวน

เพราะหากเฟดต้องเลื่อนแผนชะลอคิวอีออกไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ว่าเป็นเดือน มี.ค. 2014 โลกก็จะต้องเผชิญความผันผวนในตลาดทุนลากยาวไปจนถึงไตรมาส 2 ของปีหน้า

ทว่า หากสถานการณ์เลวร้ายลงกว่านั้นเพราะปัญหาการเมืองที่ย่ำกับที่ ทำให้สภาคองเกรสทำได้แค่ผ่าทางตันชั่วคราวในแต่ละครั้ง จนกระทบต่อนโยบายเศรษฐกิจทั้งระบบของสหรัฐ เศรษฐกิจโลกก็อาจต้องพบกับความผันผวนอย่างไม่มีวันจบในฐานะตัวประกันอยู่ร่ำไป

การเตรียมรับมือความเปลี่ยนแปลงแต่เนิ่นๆ ในวันนี้ จึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตาและพร้อมปรับตัวอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน