posttoday
"ธีระชัย"ชี้นิรโทษจ่อสร้างปัญหาใหญ่

"ธีระชัย"ชี้นิรโทษจ่อสร้างปัญหาใหญ่

21 ตุลาคม 2556

"ธีระชัย"ระบุ ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมกำลังจะสร้างปัญหาใหญ่ ห่วงทำกฎกติกาในการกำกับดูแลเรื่องป้องปรามทุจริตคอร์รัปชั่น ล้มเหลว

"ธีระชัย"ระบุ ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมกำลังจะสร้างปัญหาใหญ่ ห่วงทำกฎกติกาในการกำกับดูแลเรื่องป้องปรามทุจริตคอร์รัปชั่น ล้มเหลว

เมื่อวันที่ 21 ต.ค. นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรมว.คลัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "Thirachai Phuvanatnaranubala" แสดงความคิดเห็นต่อร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยระบุว่า "ร่างกฎหมายนิรโทษฯ กำลังจะสร้างปัญหาใหญ่" ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

ไม่กี่วันที่ผ่านมา มีข่าวว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากที่พิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฯ ได้มีมติเห็นชอบแก้ไขมาตรา 3 ตามที่นายประยุทธ ศิริพาณิชย์ เป็นผู้เสนอ

ผมเองต้องการทราบข้อเท็จจริงที่ถูกต้องแน่ชัด มิใช่รับฟังเอาแต่เฉพาะจากสื่อมวลชน ผมจึงได้แสวงหาเอกสารที่ใช้ในการประชุมคณะกรรมาธิการ และผมขอให้เป็นข้อมูลแก่ผู้อ่าน

ร่างเดิมเป็น ดังนี้

"ร่างมาตรา 3 ที่ใช้เป็นหลักในการพิจารณา

มาตรา 3 ให้บรรดาการกระทำใด ๆ ของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง หรือบุคคลซึ่งไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง แต่กระทำการนั้น มีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง โดยการกล่าวด้วยวาจาหรือโฆษณา

ด้วยวิธีการใดเพื่อเรียกร้องหรือให้มีการต่อต้านรัฐ การป้องกันตน การต่อสู้ขัดขืนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือการชุมนุม การประท้วง หรือการแสดงออกด้วยวิธีการใด ๆ อันอาจเป็นการกระทบต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดของบุคคลอื่น ซึ่งเป็นเหตุการณ์สืบเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. 2549 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 ไม่เป็นความผิดต่อไปและให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง

การกระทำในวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงการกระทำใด ๆ ของบรรดาผู้ซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจหรือสั่งการให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองในห้วงระยะเวลาดังกล่าว "

ตามเอกสารของกรรมธิการ ข้อเสนอใหม่มีดังนี้

" ท่านประยุทธ์เสนอ (ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ จำนวน 16 ท่าน)

มาตรา 3 ให้บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลหรือประชาชนที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือความขัดแย้งทางการเมือง หรือที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 รวมทั้งองค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวสืบเนื่องต่อมาที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ.2547 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556 ไม่ว่าผู้กระทำจะได้กระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง

การกระทำตามวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112"

เนื่องจากองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 นั้น มีแต่เฉพาะคณะกรรมการ ค.ต.ส.

เรื่องที่ ค.ต.ส. สอบสวนนั้น บางคดี ค.ต.ส. ได้ทำการสอบสวนและได้ฟ้องศาลไปแล้ว และสำหรับคดีที่ยังมิได้ฟ้องศาล ค.ต.ส. ก็ได้เสนอเรื่องไปยัง ป.ป.ช. แล้ว

ดังนั้น การแก้ไขตามข้อเสนอของนายประยุทธ์ หากผ่านเป็นกฎหมาย จึงจะมีผลทำให้คดีต่างๆ ทั้งที่ศาลได้ตัดสินไปแล้ว และที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ไม่ว่าในชั้นสอบสวน หรือในชั้นศาล ทั้งหมดจะต้องยุติลง

หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉบับวันที่ 21 ตุลาคม 2556 ได้สรุปไว้ว่า คดีที่จะต้องถูกยกเลิกนั้น มีหลายคดี ดังนี้

กลุ่มที่หนึ่ง คดีที่เกี่ยวกับการชุมนุม โดยแกนนำทุกฝ่าย จะได้รับนิรโทษกรรมหมด และรวมไปถึงคดีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ด้วย

กลุ่มที่สอง คดีที่เกี่ยวกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ที่ศาลได้ตัดสินไปแล้ว คือ (ก) คดีทุจริตที่ดินรัชดาฯ ที่ถูกตัดสินจำคุก 2 ปี และ (ข) คดีร่ำรวยผิดปกติ ที่ถูกยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท

กรณี (ข) นั้น จะเปิดช่องทางให้ในอนาคตต่อไป ให้รัฐบาลสามารถออกกฎหมายงบประมาณ เพื่อจ่ายเงินคืนแก่ พ.ต.ท. ทักษิณได้ และหากมีการคิดดอกเบี้ยคืนให้แก่ พ.ต.ท. ทักษิณในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราตามที่ปกติศาลเคยกำหนดในอดีต จะคิดเป็นดอกเบี้ยอีกประมาณ 1 หมื่นล้านบาท

กลุ่มที่สาม คดีที่เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่นอื่นๆ เช่น
(ก) คดีทุจริตรถและเรือดับเพลิงของ กทมฬ ที่ศาลตัดสินจำคุก นายประชา มาลีนนท์ กับพวก
(ข) คดีปล่อยเงินกู้ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ให้แก่รัฐบาลพม่า ซึ่งศาลออกหมายจับ พ.ต.ท. ทักษิณ แล้ว
(ค) คดีออก พรก. แปลงค่าภาษีสัมปทานกิจการโทรคมนาคม เป็นภาษีสรรพสามิต ซึ่งศาลออกหมายจับ พ.ต.ท. ทักษิณ แล้ว
(ง) คดีจัดซื้อจัดจ้างโครงการบ้านเอื้ออาทร ที่มีนายวัฒนา เมืองสุข เป็นผู้ถูกกล่าวหา
(จ) คดีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้แก่บริษัท กฤษดามหานคร จำกัด ที่มี พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นผู้ถูกกล่่าวหา

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม และที่เกี่ยวกับการยกเลิกคดีที่ศาลตัดสิน พ.ต.ท. ทักษิณ ไปแล้วนั้น มีนักวิชาการหลายคนที่แสดงความเห็น ว่าจะเป็นการทำลายระบบกฎหมายและการยุติธรรมโดยสิ้นเชิง เนื่องจากผู้ที่ชนะเลือกตั้ง สามารถมาออกกฎหมายล้างผิดให้แก่ตนเองได้

นักวิชาการเหล่านี้ ชี้ให้เห็นถึงแนวทางที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งแก่ประเทศ หากผู้ใดที่กระทำความผิด สามารถใช้นโยบายประชานิยม เพื่อให้ประโยชน์แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เป็นการจูงใจให้ลงคะแนนให้แก่พรรคที่ตนประสงค์

และภายหลังที่ได้คะแนนท่วมท้นแล้ว ผู้ที่ชนะเลือกตั้ง ก็เพียงแต่ออกกฎหมายล้างผิดที่เคยเกิดขึ้นให้แก่ตนเองเท่านั้น

ในส่วนนี้ ผมคงไม่ต้องออกความเห็นเพิ่มเติม เพราะผมคิดว่าผู้อ่านแต่ละท่าน จะมีความเห็นของตนเองอยู่แล้ว

แต่ประเด็นที่ผมเป็นห่วงมากที่สุด ก็คือการกระทำดังนี้ จะมีผลทำให้กฎกติกา ในการกำกับดูแลเรื่องป้องปรามทุจริตคอร์รัปชั่น ล้มเหลวไปด้วย

เพราะการตรวจสอบทุจริตต่างๆ นั้น บางครั้งหากปล่อยให้เป็นหน้าที่ขององค์กรต่างๆ ที่ทำงานกันโดยอิสระ อาจจะไม่สามารถยึดโยงเรื่องเข้าเป็นภาพใหญ่ อาจจะไม่สามารถเห็นปัญหาที่แท้จริงได้

กรณี ค.ต.ส. นั้น เนื่องจากมีอำนาจที่จะโยงเรื่องต่างๆ ผ่านองค์กรทุกองค์กร และยังมีอำนาจในการเรียกบุคคลและเอกสารต่างๆ อย่างกว้างขวางอีกด้วย การตรวจสอบของ ค.ต.ส. จึงมีประสิทธิผลมากกว่าที่แต่ละองค์กรจะสามารถกระทำได้ โดยการทำงานแยกกันตามอำนาจและหน้าที่เฉพาะ

ผมจึงมีข้อกังวลเป็นอย่างมาก และเห็นว่าร่างกฎหมายทำนองนี้ จะยิ่งเปิดให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่น ในการจัดซื้อจัดจ้างของทางราชการมากขึ้นในอนาคต

ผมจึงเห็นว่า ผู้อ่านทุกคน ควรจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน และขอแนะนำให้ผู้อ่านคอยติดตามความคืบหน้าในกฎหมายฉบับนี้อย่างไกล้ชิดต่อไปครับ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ