posttoday
พลังงานทางเลือกยังแทนไม่ได้เอเชียจำใจพึ่งนิวเคลียร์

พลังงานทางเลือกยังแทนไม่ได้เอเชียจำใจพึ่งนิวเคลียร์

21 ตุลาคม 2556

ภายหลังจากเกิดเหตุภัยพิบัติครั้งใหญ่ในญี่ปุ่น จนทำให้เกิดปัญหาสารกัมมันตรังสีรั่วไหลออกจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เมื่อต้นปี 2011

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

ภายหลังจากเกิดเหตุภัยพิบัติครั้งใหญ่ในญี่ปุ่น จนทำให้เกิดปัญหาสารกัมมันตรังสีรั่วไหลออกจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เมื่อต้นปี 2011 ทั่วโลกได้เริ่มหันมาทบทวนประเด็นความปลอดภัยเกี่ยวกับการพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์มากขึ้น ขณะที่บางประเทศโดยเฉพาะเยอรมนี ถึงขั้นประกาศเลิกพึ่งพาพลังงานดังกล่าวภายในปี 2020 เลยทีเดียว

ล่าสุด จากปัญหาอุบัติเหตุสารกัมมันตรังสีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในจังหวัดฟูกุชิมาในญี่ปุ่นที่ยังมีข่าวเกี่ยวกับการรั่วไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เมื่อเดือนที่แล้วรัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจสั่งปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข 3 ในเมืองโอฮิ จังหวัดฟุคุอิ ทางตะวันตกของประเทศที่เตาปฏิกรณ์ตัวสุดท้ายที่ยังเปิดทำการอยู่ และทำให้ระบบพลังงานแดนอาทิตย์อุทัยต้องเข้าสู่ภาวะปลอดการพึ่งพาพลังงานจากนิวเคลียร์เป็นหนที่ 2 นับตั้งแต่ในช่วงกลางปี 2011 เป็นต้นมา

ถึงกระนั้น ทั้งๆ ที่มีความกังวลเกี่ยวกับประเด็นเรื่องความปลอดภัยในการใช้พลังงานนิวเคลียร์มากขึ้น และหลายประเทศเองก็ประกาศออกมาแล้วว่าจะหันมาจริงจังกับการลงทุนพลังงานทางเลือก แต่ดูเหมือนว่าปริมาณโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกลับขยายเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ยืนยันจากรายงานของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) ประจำปี 2012 ที่คาดการณ์ว่าปริมาณความต้องการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะเพิ่มขึ้นเกือบ 50% ภายในปี 2035 โดยความต้องการส่วนใหญ่จะมาจากภูมิภาคเอเชีย

นอกจากนี้ ในจำนวนโครงการก่อสร้างเตาปฏิกรณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ทั่วโลกประมาณ 70 แห่ง ที่กำลังก่อสร้างอยู่ในปัจจุบันนี้ 50 แห่งเป็นโครงการก่อสร้างที่อยู่ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งคาดว่าถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผนจะทำให้ปริมาณเตาปฏิกรณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 430 แห่ง

สาเหตุที่ทำให้เอเชียมีความต้องการด้านพลังงานนิวเคลียร์สูงขึ้น ทั้งๆ ที่มีความกังวลในด้านความปลอดภัยอยู่ ก็เป็นเพราะว่าแรงกดดันจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจและประชากรในภูมิภาคที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างร้อนแรง ได้ทำให้ความต้องการพลังงานในภูมิภาคสูงมากขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน

แต่ในทางตรงกันข้าม การพัฒนาและการลงทุนในด้านแหล่งพลังงานทางเลือกใหม่ๆ ของภูมิภาคเอเชียกลับไม่สามารถเติบโตได้ทันกับความต้องการ

เนื่องจากยังขาดแผนการสนับสนุนการลงทุนในด้านดังกล่าวที่ชัดเจนเหมือนชาติตะวันตก เช่น เยอรมนีที่ดำเนินการอย่างเอาจริงเอาจัง ด้วยการผ่านกฎหมายสนับสนุนแผนการสร้างฟาร์มกังหันลมผลิตไฟฟ้าทั้งบนบกและในทะเล เมื่อปีที่แล้ว

นอกจากนี้ การพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือกต่างก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่สามารถเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการที่มากขึ้นในระยะสั้นได้

เพราะศักยภาพการผลิตจากแหล่งพลังงานทางเลือกยังไม่มากพอที่จะเข้ามาทดแทนพลังงานที่ผลิตจากนิวเคลียร์ได้อย่างเต็มตัว อีกทั้งการผลิตพลังงานทางเลือกก็ยังมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยที่สูงกว่าการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์อีกด้วย

เห็นได้จากกรณีญี่ปุ่นที่หลังจากลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานจากนิวเคลียร์แล้ว ปรากฏว่าต้องนำเข้าแหล่งพลังงานจากต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากแหล่งพลังงานในประเทศไม่สามารถผลิตได้เพียงพอกับความต้องการ

ทำให้ญี่ปุ่นต้องจมอยู่กับภาวะการขาดดุลทางการค้าอย่างหนักมาหลายเดือนติดต่อกัน และด้วยต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นยังทำให้แผนการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาวะเงินฝืดไม่สามารถเดินหน้าได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากทำให้อำนาจการใช้จ่ายของประชาชนลดลง

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ประเทศต่างๆ ในเอเชียไม่มีทางเลือกในการพึ่งพาแหล่งพลังงานมากนัก นอกเสียจากต้องหันหน้ากลับมาพึ่งพานิวเคลียร์

ล่าสุดรายงานข่าวจากเอเอฟพี ระบุว่า จีนซึ่งปัจจุบันมีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อยู่แล้ว 17 แห่ง ได้เดินหน้าสร้างเพิ่มอีก 30 แห่งแล้ว และคาดว่าจะสร้างอีก 59 แห่งในอนาคต

“แหล่งพลังงานของจีนได้มีการเพิ่มความหลากหลายมากขึ้น และนิวเคลียร์จะกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกหลักของเรา นอกจากนี้ แม้ว่าเหตุการณ์ที่ฟูกุชิมาจะทำให้เกิดวิกฤตนิวเคลียร์ในญี่ปุ่น แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อแผนของเรา” หลิวเจินยา ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัท สเตรทกริดคอร์ป ออฟ ไชน่า รัฐวิสาหกิจด้านการผลิตไฟฟ้าจากจีน กล่าวในระหว่างการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดพลังงานโลก ที่เมืองแดกู ประเทศเกาหลีใต้

ขณะที่อินเดียประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของเอเชียเองก็ส่งสัญญาณชัดแล้วว่าต้องการหันมาพึ่งพาการผลิตพลังงานจากนิวเคลียร์ให้มากขึ้น หลังจากที่ต้องประสบกับปัญหาพลังงานไม่เพียงพอกับความต้องการทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ดินแดนภารตะได้เดินหน้าโครงการสร้างเตาปฏิกรณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่มขึ้นอีก 7 แห่งแล้ว และคาดว่าในอนาคตจะเพิ่มขึ้นอีก 18 แห่ง โดยมุ่งหวังว่าจะช่วยยกระดับความสามารถในการผลิตกระแสไฟฟ้าในประเทศให้เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 6.3 หมื่นเมกะวัตต์ ภายในปี 2030 หรือเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันถึง 15 เท่า

อย่างไรก็ตาม แผนการมุ่งสู่การพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ของอินเดียไม่ใช่ของใหม่ที่เพิ่งจะเกิดขึ้น

เพราะอินเดียได้หันมามุ่งในการพัฒนาพลังงานดังกล่าวตั้งแต่ปี 2008 แล้ว หลังจากที่ผู้นำอินเดียได้ลงนามกับผู้นำสหรัฐในด้านความร่วมมือพลังงานนิวเคลียร์ด้านพลังงาน ซึ่งทำให้สหรัฐสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อสันติและด้านพลังงานแก่อินเดียได้

นอกเหนือจาก 2 ชาติมหาอำนาจแห่งเอเชียแล้ว ประเทศอื่นๆ ในเอเชียก็เริ่มออกมาส่งสัญญาณถึงความต้องการในการที่จะพึ่งพาพลังงานจากนิวเคลียร์มากขึ้นเช่นกัน แม้ว่าจะต้องเผชิญกับแรงต่อต้านในสังคมอยู่ก็ตาม

ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ ที่ล่าสุดรัฐบาลแดนกิมจิได้ยืนยันแล้วว่าจะเดินหน้าโครงการก่อสร้างเตาปฏิกรณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่มอีก 16 แห่ง ภายในปี 2030 จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 23 แห่ง ขณะที่เวียดนามได้เดินหน้าลงนามความร่วมมือกับสหรัฐในด้านพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อเปิดทางให้นักลงทุนเมืองลุงแซมสามารถเข้ามาลงทุนพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ภายในประเทศในอนาคตแล้ว

ส่วนมาเลเซียแม้ว่าล่าสุดรัฐมนตรีพลังงานจะออกมาปฏิเสธในการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กับหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัลแล้ว แต่ก็ยังคงกั๊กท่าทีไว้ด้วยการระบุว่า ขณะนี้แผนดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาความเป็นไปได้

ทั้งนี้ แดนเสือเหลืองถือเป็นหนึ่งในประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่มีแผนจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาโดยตลอด เนื่องจากกำลังเผชิญทั้งปัจจัยจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และประชากรที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ปัญหาการขาดแคลนพลังงานของประเทศเริ่มเป็นที่น่าวิตกกังวลมากขึ้น

ฉะนั้น ในเวลานี้ ถึงแม้จะมีความกังวลด้านความปลอดภัยอยู่ แต่ด้วยความต้องการที่มีมากขึ้น บวกกับการพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือกอื่นดูจะยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการได้ทัน ทำให้ดูเหมือนว่าในอนาคตอันใกล้พลังงานนิวเคลียร์จึงเป็นตัวเลือกที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย