posttoday
ต้านคอร์รัปชั่น...พูดแล้วต้องทำ

ต้านคอร์รัปชั่น...พูดแล้วต้องทำ

21 ตุลาคม 2556

ในขณะที่การต่อต้านคอร์รัปชั่นดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่คนพูดถึงกันมากขึ้นๆ ทุกวันนั้น ปรากฏว่าในงานเสวนา “จับชีพจรประเทศไทย” เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว สถาบันอนาคตไทยศึกษาได้ช่วยเตือนให้เห็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ข้อหนึ่ง

ในขณะที่การต่อต้านคอร์รัปชั่นดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่คนพูดถึงกันมากขึ้นๆ ทุกวันนั้น ปรากฏว่าในงานเสวนา “จับชีพจรประเทศไทย” เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว สถาบันอนาคตไทยศึกษาได้ช่วยเตือนให้เห็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ข้อหนึ่ง

กล่าวคือ ทั้งๆ ที่เรากระตือรือร้นกันมากขึ้นอย่างนี้ แต่กระบวนการใช้กฎหมายจัดการกับคอร์รัปชั่นของไทยจัดว่ายังติ๋มอยู่มาก โดยสถาบันฯ ใช้วิธีแสดงให้เห็นง่ายๆ โดยเปรียบเทียบว่า ตามหน้าสื่อต่างๆ นั้นมีคำว่า “คอร์รัปชั่น” ปรากฏอยู่นับได้เป็นหลักหมื่น แต่ที่ผ่านมาเรากลับดำเนินคดีกับนักการเมืองที่โกงกินได้สำเร็จเพียงคนเดียวเท่านั้น ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเรากระตือรือร้นกันท่าไหน

เรื่องนี้ฟังแล้วนึกถึงการบังคับใช้กฎหมาย Foreign Corrupt Practices Act หรือ FCPA ของสหรัฐ อันเป็นกฎหมายซึ่งห้ามไม่ให้บริษัทอเมริกันไปติดสินบนเจ้าหน้าที่ของประเทศอื่นๆ

เพราะเดิมทีที่มีการออกกฎหมายปราบคอร์รัปชั่นฉบับนี้มาใหม่ๆ ก็ดูเหมือนจะติ๋มๆ ไม่เป็นมรรคเป็นผลอะไรทำนองเดียวกับการปราบคอร์รัปชั่นในเมืองไทยช่วงนี้เหมือนกัน กล่าวคือถึงจะมีกฎหมายจริง แต่ก็แทบไม่เคยมีการบังคับใช้กฎหมาย และในช่วงยี่สิบปีหลังจากออกกฎหมายมาในปี 1977 นั้น สหรัฐเรียกได้ว่าเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีกฎหมายลักษณะดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม นานไปๆ พอถึงปี 1997 ประเทศในกลุ่ม OECD เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ฯลฯ ก็เริ่มห้ามการติดสินบนเจ้าหน้าที่ต่างชาติบ้าง และพอถึงปี 2003 สหประชาชาติก็ขอให้ชาติสมาชิกทำอย่างเดียวกันทั้งหมด ฝ่ายรัฐบาลอเมริกันเองไม่ว่าบุชหรือโอบามาก็เอาจริงเอาจังกับการบังคับใช้กฎหมายมากขึ้น สุดท้ายการปฏิบัติตามกฎหมายนี้ก็เลยกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนในช่วงห้าปีหลังนี้มีบรรดาบริษัทห้างร้านต่างๆ ต้องจ่ายค่าปรับตามกฎหมาย FCPA นี้เป็นจำนวนรวมกว่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐ เรียกได้ว่าแม้ทุกวันนี้จะยังปรากฏว่า มีเรื่องนักธุรกิจอเมริกันไปติดสินบนแล้วถูกจับได้ อยู่เป็นระยะๆ แต่ก็นับว่าน้อยกว่าสถิติการเกิด คอร์รัปชั่นในอดีตไม่รู้เท่าไหร่

แน่นอน เมื่อสหรัฐทำอย่างนี้ คนก็พากันบ่นทั้งนั้นว่าออกกฎอย่างนี้มา บริษัทต่างๆ ในประเทศจะไปค้าขายกับใครได้ เพราะคู่ค้าที่เป็นประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ ส่วนใหญ่เขาก็คอร์รัปชั่นกันเป็นเรื่องปกติทั้งนั้น แต่คนที่สนับสนุนกฎหมายนี้ก็ไม่ยอมถอย โดยค้านว่าก็เพราะระบบมันถือเอาความผิดปกติ กล่าวคือคอร์รัปชั่นมาเป็นเรื่องปกติอย่างที่ทุกคนบอกนั่นแหละ มันจึงยิ่งจำเป็นต้องมีกฎหมายอย่างนี้ขึ้นมาทำหน้าที่ปรับแก้ระบบเสียใหม่

โดยกฎหมาย FCPA จะทำให้การติดสินบน เจ้าหน้าที่นั้นกลายเป็นต้นทุนและความเสี่ยงมหาศาลสำหรับบริษัท ผลที่เกิดตามมาก็คือว่า ถ้าประเทศไหนมีคอร์รัปชั่นมาก บริษัทก็จะเริ่มไม่ อยากไปลงทุนเพราะกลัวต้องไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับคอร์รัปชั่นอันจะนำมาซึ่งความเสี่ยง ซึ่งก็จะกลายเป็นแรงกดดันให้ประเทศนั้นๆ ต้องตั้งใจปราบคอร์รัปชั่นในประเทศของตนต่อไปอีก เพราะไม่เช่นนั้นก็จะ หาคนเข้ามาลงทุนในประเทศไม่ได้ เคยมีงานวิจัย ของศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย Northwestern University ยืนยันว่า หลังจากกฎหมาย FCPA นี้ออกมา การลงทุนของผู้ลงทุนจากประเทศกลุ่ม OECD ในประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นสูงนั้นหายไปผิดหูผิดตาเลยทีเดียว

จริงอยู่ในสมัยหนึ่งเคยมีความเชื่อว่า ในเมื่อประเทศต่างๆ นั้นมันมีระเบียบขั้นตอนราชการซ้ำซ้อนยืดยาดนัก สินบนก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีเพื่อใช้เร่งรัดให้การดำเนินการต่างๆ มันเร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างที่ Samuel Huntington อาจารย์รัฐศาสตร์การเมืองผู้มีชื่อเสียงเคยกล่าวไว้ทำนองว่า “ประเทศเดียวที่จะห่วยกว่าประเทศที่มีระบบข้าราชการซ้ำซ้อนและกินสินบน ก็คือประเทศ ที่มีระบบข้าราชการซ้ำซ้อนและไม่กินสินบนนั่นเอง” แต่ความเชื่อนี้สุดท้ายก็ไม่จริงอีก เพราะแม้การ คอร์รัปชั่นจะมีข้อดีในระยะสั้นอย่างที่ว่ามานี้ แต่ในระยะยาวก็จะเป็นโทษมากกว่าคุณ มีนักเศรษฐศาสตร์ สองคน คือ Daniel Kaufmann และ Sang Jin Wei ทำวิจัยออกมาเลยว่า การจ่ายสินบนนอกจากจะ ไม่ช่วยย่นเวลาแล้ว การจ่ายสินบนเองนี่แหละที่ทำ ให้ต้องมีการจ่ายสินบนอยู่เรื่อยๆ เพราะในเมื่อข้าราชการจับไต๋ได้เสียแล้วว่าคนจะยอมจ่ายสินบนเพื่อลัดขั้นตอน ข้าราชการก็มีแต่จะเพิ่มขั้นตอนให้มันมากเข้าไปอีกเพื่อจะได้มีเรื่องไว้ให้คนจ่ายสินบน

แต่ก็นั่นแหละ ลำพังการรู้ว่าคอร์รัปชั่นไม่ดีอย่างไรหรือรู้ประวัติความเป็นมาของกฎหมาย คอร์รัปชั่นอย่างที่ว่ามานี้ คงไม่พอให้การต่อต้าน คอร์รัปชั่นสำเร็จอยู่นั่นเอง การต่อต้านคอร์รัปชั่นจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อทุกคนลงมือต่อต้านการคอร์รัปชั่นด้วยการปฏิบัติจริงในทุกๆ ทางที่ตัวเองเกี่ยวข้องเท่านั้น ไม่เช่นนั้นแล้วเราก็คงต้องเป็นแต่สังคมที่มีแต่สื่อต่อต้านคอร์รัปชั่น แต่ตลอดหลายปีกลับมีนัการเมืองโกงกินที่ถูกดำเนินคดีเพียงคนเดียวอย่างที่เขาว่าอย่างนี้เรื่อยไป

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน