
นายกฯเรียกถกรับตัดสินคดีพระวิหาร21ต.ค.
นายกฯเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 21 ต.ค. หารือตั้งกลไกระดับชาติเตรียมพร้อมการตัดสินคดีปราสาทพระวิหารของศาลโลก
นายกฯเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 21 ต.ค. หารือตั้งกลไกระดับชาติเตรียมพร้อมการตัดสินคดีปราสาทพระวิหารของศาลโลก
นายณัฏฐวุฒิ โพธิสาโร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้รับแจ้งเป็นการภายในจากนายทะเบียนของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) เมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่า ศาลโลกได้กำหนดให้อ่านคำตัดสินคดีที่ประเทศกัมพูชายื่นขอตีความคำตัดสินคดีปราสาทพระวิหาร เมื่อปี พ.ศ. 2505 ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 เวลา 10.00 น. ซึ่งตรงกับเวลา 16.00 น. ตามเวลาประเทศไทย สำหรับหนังสือแจ้งเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ คาดว่า สถานเอกอัครราชทูตฯ จะได้รับในวันนี้ (16 ต.ค.)
"เร็วกว่าที่เราคาดการณ์ว่าศาลจะอ่านคำตัดสินในต้นปี 2557 เนื่องจากเห็นว่ามีคดีของประเทศนิการากัวกับคอสตาริกา ซึ่งศาลจะพิจารณาในวันที่ 14-17 ตุลาคมนี้ จึงเกิดความไม่แน่ใจว่าศาลจะใช้ระยะเวลาอย่างไร แต่การที่ศาลนัดวันที่ 11 พฤศจิกายน ไม่นอกเหนือความคาดหมายที่เราประเมินไว้ตั้งแต่ต้น" นายณัฏฐวุฒิ กล่าว
นายณัฏฐวุฒิ กล่าวว่า ได้ประเมินแนวทางของคำพิพากษาของศาลโลก 4 แนวทาง คือ 1.ศาลโลกไม่มีอำนาจในการพิจารณาคดี หรือมีอำนาจแต่ไม่มีเหตุที่จะต้องตีความ ต้องไปยังสถานะเดิมก่อนการยื่นฟ้องต่อศาลโลก 2.ศาลอาจตัดสินว่าขอบเขตเป็นไปตามเส้นเขตแดนบนแผนที่ 1:200,000 ซึ่งเป็นไปตามคำฟ้องของฝ่ายกัมพูชา 3.ศาลอาจตัดสินเป็นไปตามคำร้องของฝ่ายไทยที่ว่าบริเวณใกล้เคียงปราสาทพระวิหารเป็นไปตามเส้นที่กำหนดตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อปี 2505 หรือ 4.ศาลโลกอาจกำหนดพิจารณาออกมากลางๆ
นายณัฏฐวุฒิ กล่าวว่า ส่วนการดำเนินการของฝ่ายไทยจากนี้ ในวันที่ 21 ตุลาคมนี้ นายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายความมั่นคงและกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อหารือถึงการจัดตั้งกลไกระดับชาติระหว่างไทยกับกัมพูชา พร้อมตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อรองรับคำตัดสินของศาลโลก รวมถึงจะประชุมวิเคราะห์ถึงแนวทางต่างๆ และท่าทีของไทย
ส่วนการถ่ายทอดสดการอ่านคำตัดสินนั้น จะต้องรอผลการประชุมในวันที่ 21 ตุลาคมอีกครั้ง แต่คาดว่าน่าจะคล้ายกับเมื่อครั้งการให้ถ้อยคำด้วยวาจาต่อศาลโลกเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ ทางกระทรวงจะเริ่มประชาสัมพันธ์เพิ่มขึ้น โดยจะเผยแพร่สารคดีทางสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ







