
ระวังยาพิษ "คิวอี" ยิ่งเลิกช้า ศก.คิดใหม่ยิ่งอันตราย
ยังคงมีเรื่องให้ต้องลุ้นไม่จบสิ้น สำหรับสถานการณ์ของสหรัฐในช่วงเวลานี้
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ยังคงมีเรื่องให้ต้องลุ้นไม่จบสิ้น สำหรับสถานการณ์ของสหรัฐในช่วงเวลานี้ ไล่เรียงตั้งเรื่องร้อนเร่งด่วนอย่างการขยายเพดานหนี้และการยุติการปิดหน่วยงานรัฐ ไปจนถึงปัญหาระยะยาวอย่างการฟื้นฟูสถานะทางเศรษฐกิจและการลดจำนวนคนว่างงานซึ่งพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี
ทว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุดจาก8ประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ และสภาคองเกรสที่เป็นไปในทางบวกก็พอจะทำให้นานาประเทศเบาใจได้เปลาะหนึ่งว่าผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดต่อเศรษฐกิจสหรัฐและทั่วโลกไม่น่าจะเกิดขึ้นตามที่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งแสดงความวิตกกังวลกันไว้
อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดที่คลี่คลายข้างต้นก็ไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์ปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐจะหมดสิ้นแต่อย่างใด แถมยังเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งเล็งเห็นตรงกันว่าน่าจะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับประเทศในกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งรวมถึงภูมิภาคเอเชียด้วย
เนื่องจากการที่เศรษฐกิจสหรัฐขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างช้าๆ ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้สำคัญต่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จำเป็นต้องคงมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ปริมาณมหาศาล อย่างการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อไปโดยไม่มีกำหนดสิ้นสุดที่แน่นอนต่อไปอีก หลังจากที่ก่อนหน้านี้เฟดเคยแง้มออกมาว่าอาจจะยุตินโยบายคิวอีภายในสิ้นปี 2556 นี้
ยิ่งเมื่อประธานาธิบดี โอบามา เลือกตั้งแต่ เจนเน็ต เยลเลน ขึ้นเป็นประธานเฟดคนใหม่รับหน้าที่ต่อจาก เบน เบอร์แนนคี ที่กำลังจะหมดวาระลง บุคคลที่หลายฝ่ายมองว่าอยู่ในสายนกพิราบที่สนับสนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ยิ่งทำให้แทบทุกฝ่ายมั่นใจว่าเฟดจะเดินหน้าใช้มาตรการคิวอีต่อไป
สรุปให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ เฟดจะยังไม่ชะลอการใช้นโยบายคิวอีในช่วงอนาคตอันใกล้นี้แน่นอน ซึ่งถือเป็นข่าวร้ายมากกว่าข่าวดีต่อประเทศกำลังพัฒนาหรือชาติเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างแน่นอน
เหตุผลเพราะ แม้จะช่วยบรรเทาความตึงเครียดจากภาวะช็อกจากกระแสเงินทุนแห่ไหลออกจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ รวมถึงช่วยซื้อเวลาให้ชาติเหล่านี้ได้เตรียมตัวเตรียมใจและเตรียมพร้อมตั้งรับเมื่อกรณีที่เฟดต้องยุติการใช้คิวอีมาถึง
แต่การเดินหน้าใช้คิวอีต่อไปของเฟดคราวนี้ยังหมายถึงการทำให้ความเสี่ยงเรื่องฟองสบู่ในตลาดสินทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ขยายวงกว้างและทวีความร้ายแรงมากขึ้น ชนิดที่ว่านักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งเห็นตรงกันว่าการยอมให้เฟดชะลอมาตรการคิวอีภายในเร็ววันนี้ยังจะช่วยให้ชาติเศรษฐกิจเกิดใหม่เจ็บตัวน้อยกว่า
ทั้งนี้ ความหวาดวิตกข้างต้นไม่ได้เกินเลยจากความเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้แต่อย่างใด โดย โรเบิร์ต ชิลเลอร์ หนึ่งในสามนักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปีนี้ เพิ่งจะเอ่ยปากเตือนเมื่อไม่กี่วันก่อนว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเดินหน้าเข้าสู่วิกฤตอีกระลอก ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ของเฟดที่ทำให้เกิดการเก็งกำไรจนเกิดฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในที่สุด
ชิลเลอร์ อธิบายว่า วิกฤตเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาเกิดจากการที่นักลงทุนไม่ได้สนใจพื้นฐานราคาที่แท้จริงของทรัพย์สินและตลาดในขณะนี้กำลังเดินซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง โดยมีมาตรการคิวอีเป็นปัจจัยส่งเสริมหลัก ยืนยันได้จากราคาทรัพย์สินในบางตลาดที่ขยับปรับพุ่งไกลและพุ่งแรงอยู่ในขณะนี้
ตัวอย่างเช่น ในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ราคาบ้านในตลาดสหรัฐ โดยเฉพาะใน 12 เมืองใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 12% จากปีที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับที่ปรับขึ้นในระดับที่รวดเร็วพอที่จะทำให้นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่าตลาดบ้านในสหรัฐเกิดฟองสบู่ขึ้นมาแล้ว
ขณะเดียวกัน แนวโน้มการเกิดสถานการณ์ฟองสบู่ในตลาดไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในตลาดสหรัฐแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะตลาดในประเทศจีน บราซิล อินเดีย ออสเตรเลีย นอร์เวย์ และเบลเยียม ก็มีการปรับตัวของราคาบ้านและที่ดินที่แสดงถึงสัญญาณฟองสบู่แล้วเช่นกัน
แถมที่ร้ายกาจไปกว่านั้นก็คือ คำเตือนของผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายที่ระบุว่า มาตรการที่มีใช้กันอยู่ในปัจจุบันเพื่อป้องกันภาวะฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเน้นที่การควบคุมอัตราดอกเบี้ยอาจไม่ช่วยแก้ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้
ดังนั้น การเลิกใช้คิวอีเสียแต่เนิ่นๆ ย่อมช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐและทั่วโลกลดความเสี่ยงจากการบอบช้ำของภาวะฟองสบู่ได้มากกว่าดันทุรังใช้ โดยอย่างน้อยที่สุดคือการเร่งหาทางลดปริมาณการใช้คิวอีให้เร็วที่สุด พร้อมส่งสัญญาณแสดงเจตนารมณ์ให้ตลาดทั่วโลกรับรู้ชัดเจน
นอกจากปัญหาฟองสบู่อันเป็นผลพวงจากนโยบายคิวอีที่จะทวีความยุ่งยากมากขึ้นแล้ว การเดินหน้าใช้มาตรการดังกล่าวต่อไปโดยไม่เร่งหาทางยุติการใช้ภายในเร็ววันยังเสี่ยงที่จะทำให้ตลาดติดนิสัยเสพติดสภาพคล่องเกินจริง โดย กุลเลอร์โม ออร์ทิซ รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารแห่งเม็กซิโก ระบุว่า เงินมหาศาลจากคิวอีทำให้ตลาดเคยชินกับสภาพคล่องมหาศาล และเลือกที่จะเมินเฉยต่อพื้นฐานเศรษฐกิจจริง เพราะมุ่งให้ความสำคัญกับการทำกำไรโกยรายได้เข้ากระเป๋าให้มากที่สุดแทน
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์แทบทุกสำนักรวมถึงเฟดเองต่างตระหนักดีว่า มาตรการคิวอีไม่ใช่เครื่องมือแก้ปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐที่สามารถใช้ได้ตลอดไป และเฟดเองต้องหาทางยุติไม่วันใดก็วันหนึ่ง กระนั้นท่าทีที่ไม่บ่งชี้ว่าจะชะลอการใช้คิวอีเมื่อใดดูจะเป็นอันตรายมากกว่า เนื่องจากหลายฝ่ายเห็นว่าอย่างน้อยที่สุดการสื่อสารให้รู้ว่าจะเดินหน้าชะลอการใช้คิวอี จะทำให้ตลาดตื่นตัวมากกว่ารับรู้เพียงแค่ว่ายังมีเวลาเตรียมตัวรับการยุติคิวอี
เจมส์ บาร์ริโนว์ ผู้จัดการกองทุนในตลาดกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จากบริษัท สโชรเดอร์ส แสดงความเห็นผ่านรอยเตอร์ส ว่า ความเชื่อที่ว่าตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ยังพอมีเวลาปรับตัวคือการชี้นำที่ผิดๆ เพราะไม่ว่าจะอย่างไร การที่เฟดจะยุติการใช้คิวอีย่อมส่งผลกระทบต่อตลาดไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และการชะลอการใช้คิวอีจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสริมให้ตลาดเกิดความผันผวน
ยิ่งไปกว่านั้น หลายฝ่ายค่อนข้างมั่นใจว่ากว่าเฟดจะตระหนักว่าต้องชะลอการใช้มาตรการคิวอีอย่างจริงจัง อาจเป็นเวลาที่สายเกินไปจนเฟดไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเร่งยุติการใช้คิวอีอย่างรวดเร็วจนทำให้ตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ไม่มีเวลาปรับตัว โดย อิลัน โกลด์ฟาจ์น หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากอิโตว์ ยูนิแบงโก ธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในบราซิล ระบุว่า การที่เริ่มชะลอการใช้คิวอีได้ช้าและต้องเร่งทำนี้ มีแนวโน้มจะเป็นหายนะของแท้สำหรับตลาดกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ยังคงเผชิญกับความไม่พร้อมในหลายๆ ด้าน
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งยอมรับว่า แม้ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เหล่านี้จะเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นจากคิวอีของสหรัฐมากขึ้นกว่าในอดีต แต่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ยังจำเป็นต้องปฏิรูประบบเศรษฐกิจของตนเองอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงสร้างพื้นฐาน และกฎหมายการลงทุน ที่จะช่วยดึงดูดการลงทุนในระยะยาว
อัลแบร์โต รามอส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคละตินอเมริกาของโกลด์แมน แซคส์ กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จะเร่งลงมือหาแหล่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจของตนเองโดยลดการพึ่งพาสภาพคล่องมหาศาลจากนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายประเทศกำลังทำอยู่ในขณะนี้
แต่ทว่าจนแล้วจนรอด ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ส่วนใหญ่ดูจะยังมัวแต่ตื่นเต้นกับการเดินหน้าใช้คิวอีของเฟด และตั้งหน้าตั้งตาหานโยบายรับมือแนวโน้มกระแสทุนไหลเข้าเพื่อเก็งกำไรมากกว่าการนึกถึงการปฏิรูปพื้นฐานของตนเองให้แข็งแกร่งพอที่จะมีภูมิต้านทานโดยไม่หวั่นไหวต่อความผันผวนใดๆ ได้







