posttoday
ทางออกที่ไร้ทางเลือก

ทางออกที่ไร้ทางเลือก

13 ตุลาคม 2556

“เราทุกคนกับรัฐบาลก็เหมือนกันคืออยู่ไปวันๆ” คือคำกล่าวในตอนต้นๆ ของท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธ์ุ

“เราทุกคนกับรัฐบาลก็เหมือนกันคืออยู่ไปวันๆ”

คือคำกล่าวในตอนต้นๆ ของท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธ์ุ ที่กล่าวเป็นสัมโมทนียกถาในการสังสรรค์ของอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ “รุ่นรถถังทับ” พ.ศ. 25492551 เมื่อคืนวันที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นธรรมเนียมว่าจะต้องกราบเรียนเชิญท่านให้ขึ้นมาชี้แนะบางสิ่งบางอย่างแก่สมาชิกเพื่อให้ช่วยกันดูแลบ้านเมืองต่อไป

แต่ในคืนนั้นท่านอาจารย์มีชัยมาในแนวแปลกๆ คล้ายๆ จะปลงสังขาร ออกทำนองหมดอาลัยตายอยากในชีวิต อย่างคำกล่าวในตอนต้นที่ยกมาในบรรทัดแรกนี้ โดยท่านได้บรรยายเพิ่มเติมว่าบ้านเมืองของเราทุกวันนี้ดูเหมือนว่าจะไร้ทางออก เหมือนจะไม่มีจุดหมายปลายทาง หรือไม่มีอะไรที่จะประสบความสำเร็จหรือได้ดังใจสักอย่าง รัฐบาลก็พยายามแล้วพยายามอีกในการผลักดันนโยบายและกฎหมายประหลาดๆ ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลก็พยายามทุกวิถีทางที่จะเอารัฐบาลลง ให้ได้ แต่ทั้งหมดนั้นก็เหมือน “ไม่ถึงฟากถึงฝั่ง” เพราะ ชะงักงันยักแย่ยักยันไปหมด

บางเรื่องบางประโยคเราอาจจะเคยได้อ่าน ได้รู้ ได้ฟังมาจากที่อื่นๆ หรือสื่อต่างๆ บ้างแล้ว แต่เมื่อมันถูกนำมาตอกย้ำด้วยกูรูระดับปรมาจารย์ทั้งทางการเมืองและกฎหมายอย่างท่านอาจารย์มีชัย มันก็ยิ่งน่าฟังและนำมาคิดต่อ เป็นต้นว่า การกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อมาสร้างรถไฟความเร็วสูง ซึ่งโฆษกของงานคือพี่ประภัทร์ ศรลัมพ์ เลี่ยงออกเสียงในแนวเสียดสีตรงคำว่า “เร็ว” ด้วยการออกเสียงเป็น ล. ลิง แล้วลากเสียงให้ยาวขึ้นอีกนิด ทำเอาทุกคนฮาตรึม และยิ่งตอกย้ำด้วยการเลียนเสียงของครูหยุยและพี่สำราญ รอดเพชร โฆษกที่ขึ้นมาร่วมแจม ก็ยิ่งเฮฮาขึ้นไปอีก

ทางออกที่ไร้ทางเลือก

 

“ความเร็ว” ที่ออกเสียง ร. เรือ ไม่ได้ ของโครงการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทนี้ก็คือ “โซ่ตรวนหนี้” ที่ท่านอาจารย์มีชัยก็อ้างตัวเลขของนักเศรษฐศาสตร์ว่าคนไทยจะต้องแบกหนี้ไปอย่างน้อย 50 ปี ซึ่งท่านก็บอกว่าคนรุ่นท่านและเราๆ (อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติ) คงอยู่อย่างมากอีกคนละ 1020 ปี คงไม่มีใครเดือดร้อนถึงภาระหนี้ดังกล่าวเท่าไหร่นัก แต่ที่จะรับภาระหนักก็คือลูกหลานของเรา แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสำเร็จของโครงการนี้ที่จะต้อง “คุ้มทุน” อันหมายถึงมีผู้ใช้บริการตามเป้าหมายและสมประโยชน์ในทางเศรษฐกิจตามที่รัฐบาล “วาดฝัน” ไว้ ซึ่งท่านอาจารย์มีชัยบอกว่า “ยากส์” และค่อนข้างจะเป็นไปไม่ได้

ท่านอาจารย์มีชัยให้เหตุผลอย่างประชดประชันว่า ประการแรก ไม่ปรากฏว่ามีประเทศใดในโลกที่สร้างรถไฟความเร็วสูงเพื่อขนส่งสินค้า (ท่านเลี่ยงที่จะล้อเลียนประโยคเฉิ่มๆ ของนายกรัฐมนตรีคนสวยแห่งประเทศไทยที่บอกว่า “ไว้ขนผักสด” โดยใช้คำว่า “สินค้า”) และไม่มีประเทศใดที่ร่ำรวยจากกำไรของกิจการการเดินรถไฟความเร็วสูงนั้น (เพราะรถไฟความเร็วสูงเป็นส่วนหนึ่งของการขนส่งสาธารณะที่จะเก็บเงินแพงมากๆ ไม่ได้) ประการต่อมา คนที่ใช้รถไฟความเร็วสูงน่าจะเป็นนักธุรกิจที่ต้องการความรวดเร็วในการทำธุรกิจต่างๆ แต่คนเหล่านี้เขาใช้เครื่องบินก็สะดวกกว่าอยู่แล้ว หรือคิดที่จะส่งเสริมให้คนไปเที่ยวอย่างเช่นที่จะวิ่งไปหัวหิน ชาวบ้านทั่วไปก็ไม่รู้ว่าจะไปหัวหินทำไม ส่วนคนรวยๆ เขาก็มีรถ ก็ขับรถไป เพราะไปถึงหัวหินแล้วต้องใช้รถ (ที่สุดรถไฟความเร็วสูงก็วิ่งไปมาโดยไม่มีผู้โดยสาร ฮา ในวงเล็บทั้งหมดนี้ผู้เขียนต่อเติมเอง)

เรื่องเอารถไฟไปวิ่งโดยไม่คิดอะไรให้ดีนี้ ทำให้ผู้เขียนนึกถึงการปราศรัยหาเสียงของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช คราวที่ไปช่วยพรรคกิจสังคมหาเสียงในการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.ร้อยเอ็ด พ.ศ. 2525 (ที่เป็นต้นกำเนิดของการซื้อเสียงแบบซึ่งๆ หน้า ที่เรียกว่า “โรคร้อยเอ็ด” นั่นแหละ) เนื่องจากท่านได้ยินมาว่า พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ คู่แข่งขันไปหาเสียงกับชาวร้อยเอ็ดว่าจะเอาทางรถไฟวิ่งเข้ามาที่ จ.ร้อยเอ็ด หากชนะเลือกตั้ง (ซึ่งในครั้งนั้นท่านก็ชนะเลือกตั้งและบัดนี้ล่วงเลยมา 31 ปี ก็ยังไม่เห็นหมอนรถไฟสักชิ้น ไม่ทราบว่าชาวร้อยเอ็ดลืมแล้วหรือยัง เพราะเมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลนี้ก็เผลอไปพูดอีกแล้วว่าจะเอารถไฟไปถึงที่ร้อยเอ็ด)

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์กล่าวในการปราศรัย (ด้วยสำเนียงอีสานที่ท่านให้ผู้เขียนออกความเห็นตอนที่ซ้อมกันก่อนขึ้นเวทีแล้วว่า “พอใช้ได้”) ว่า “เพิ่น (ท่าน) เกรียงซัก (ศักดิ์) ก็ผู้แทน เพิ่นบุญเลิศ (ผู้สมัครของพรรคกิจสังคม) ก็แม่นผู้แทน พวกเฮาหมู่นี้ (สส.ของพรรคกิจสังคมที่มาช่วยหาเสียง) อีกยีซิบสามซิบ (20, 30) ก็แม่นผู้แทน แมนวา (ถ้าหากว่า) ผู้แทนทุกคนเอารถไฟมาได้ พวกข้อย (ข้าพเจ้า) ก็สิไปเอามาคนละสาย ยีซิบคนก็ยีซิบสาย ให่มันซนกันตายโหงตายห่าโลด...”

ไม่ทราบคนร้อยเอ็ดจะฮาด้วยไหมถ้ายังจำกันได้?

แต่สำหรับที่ท่านอาจารย์มีชัยได้กล่าวกับสมาชิกของชมรม สนช.เมื่อคืนวันที่ 9 ที่ผ่านมานั้นไม่ได้เน้นเอาฮา ท่านพูดด้วยความเคร่งเครียดจริงจัง (แม้จะมีสาระในทำนองเย้ยหยันเสียดสี) เพราะท่านเชื่อว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงนี้จะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นก็จะไม่สามารถคืนทุนหรือใช้หนี้หมดใน 50 ปี หนี้ 2 ล้านล้านบาทนั้นก็จะพอกพูนไปไม่รู้จบ แต่ที่จะ “จบ” แน่ๆ คือประเทศไทยและคนไทย ตอนนี้ท่านเห็นที่พึ่งอยู่อย่างเดียวคือ “ศาล” เพราะในกระบวนการยุติธรรมมันได้ “เสื่อม” และ “เสีย” ไปหลายส่วนแล้ว เหลือเพียงศาลเท่านั้นที่ยังหวังได้อยู่

ท่านคงพูดถึงศาลทั่วๆ ไป แต่หลายคนในห้องได้ยินเสียงก้องๆ ว่า “รัฐธรรมนูญๆๆ”

แต่ไฮไลต์ของสัมโมทนียกถาของท่านอาจารย์มีชัยในคืนนั้นน่าจะเป็นในส่วนท้ายที่ท่านบอกว่า ในรัฐธรรมนูญ 2550 ถ้าจะมีการแก้ต่อไป อยากจะให้แก้ในส่วนของการกา “โหวตโน” ที่หมายถึงผู้ใช้สิทธิถ้าไม่รู้จะเลือกใครก็ให้กาในช่องนี้ได้ ซึ่งก็มีบัญญัติไว้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 แล้ว แต่อยากจะให้เพิ่มเติมความสำคัญของการกาไม่เลือกใครนี้ นั่นก็คือถ้ามีคนกาช่องนี้เป็นจำนวนมากกว่าคนที่ไปกาเลือกผู้สมัคร (ในแบบเขตเลือกตั้ง) หรือเลือกพรรค (ในแบบบัญชีรายชื่อ) ก็ขอให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยไม่ให้ผู้สมัครคนเดิมกลุ่มเดิมมาลงสมัครอีก

แนวคิดของท่านอาจารย์มีชัยนี้คล้ายๆ กับความคิดของนักปรัชญาในแนว Existentialism ที่เชื่อว่าความเป็นไปของสังคมและทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับ “ตัวคนแต่ละคน” (Individual) คนแต่ละคนนี้คือ “แก่นสารและความคงอยู่” (Essence and Existence) อธิบายง่ายๆ ว่าสังคมมนุษย์จะมีความมั่นคงและก้าวหน้าถ้าผู้คนในสังคม “เชื่อถือและไว้ใจ” ตัวเราเอง เพราะ “เราคือเรา” ไม่มีใครมาเปลี่ยนเราให้เป็นอย่างอื่นได้ แม้กระทั่งผู้ปกครองที่อัปรีย์จัญไร

เมื่อไม่มีทางเลือกก็มีทางเดียวคือ “ไม่เลือกมันเสียเลย!”

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก