
ม็อบเครื่องชิงพื้นที่สื่อเขย่ารัฐบาล
นับเป็นการเปิดเกมรุกครั้งแรกของกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) กับการประกาศบุกยึดพื้นที่แบบถาวรบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
นับเป็นการเปิดเกมรุกครั้งแรกของกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) กับการประกาศบุกยึดพื้นที่แบบถาวรบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อชุมนุมคัดค้าน “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ภายหลังลงนามนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา สว.ส่งขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย
ย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของกลุ่ม กปท. ซึ่งนัดระดมพลขับไล่รัฐบาลตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค. จนถึงวันนี้ราว 2 เดือนเศษ ด้วยเหตุผล 4 ประการ 1.รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีการแทรกแซงองค์กรอิสระให้ตกอยู่ในอำนาจรัฐบาล และ พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้อำนาจข่มขู่รัฐสภาและคิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์
2.รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ได้โยกย้ายข้าราชการที่ไม่เป็นธรรม ทั้ง ผบ.ตร. ปลัดกระทรวงยุติธรรม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อตัดตอนกระบวนการยุติธรรมลบล้างความผิด พ.ต.ท.ทักษิณ 3.รัฐบาล สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยเฉพาะ
4.รัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีการบริหารงานล้มเหลวไร้ทิศทางทำให้เกิดน้ำท่วม ข้าวและหอมแดงเน่า และบริหารนำไปสู่การทุจริตเงิน 2.2 ล้านล้านบาท โดยเอาประชาชนเป็นตัวประกัน เพราะระบบทักษิณมุ่งแต่คอร์รัปชั่น ดังนั้น กปท.ต้องโค่นล้มระบอบทักษิณ จึงออกมาขับไล่
ทว่า 4 ประเด็นดังกล่าว กลับไม่สามารถเติมเชื้อเรียกมวลชนให้รวมตัวในวันที่ 7 ส.ค. เพื่อเดินขบวนร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ มาคัดค้านการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของสภา จนได้รับฉายา “ม็อบฟืนเปียก” และหากจับสัญญาณการชุมนุมครั้งนี้ให้ดีจะพบว่ามีนัยสำคัญ
ด้วยช่วงเวลาอันเหมาะ เนื่องจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา สว.อยู่ในการพิจารณาของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หลังประธานรัฐสภาส่งความเห็นของ ไพบูลย์ นิติตะวัน สว.สรรหา กับคณะ และจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กับคณะ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154
เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามมาตรา 154 วรรคหนึ่ง ว่า ร่างแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ รวมถึงเข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 หรือไม่ ซึ่งได้มีการประชุมไปแล้วเมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา และหากผลสรุปออกมาในทิศทางบวก
ดังนั้น จึงเป็นนาทีทองในการใช้เรื่องนี้มาขยายแผลรัฐบาล และเรียกกำลังประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล เช่น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) องค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) หน้ากากขาว (V FOR THAILAND) รวมถึงม็อบชาวสวนยางจาก อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ให้ออกมาเสริมเติมทัพในพื้นที่สวนลุมพินี
ขณะที่ทางการข่าวพรรคเพื่อไทย ระบุว่า วันที่ 13 ต.ค. จะเกิดกลุ่มใหม่ซึ่งอยู่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล โดยมีกลุ่มการเมืองสนับสนุนเบื้องหลัง และหากจุดติดก็จะมีทัพหลวงจากกลุ่มการเมืองสมทบ เพื่อหวังโค่นล้มรัฐบาล และจะใช้แผนการเดิมๆ คือ ยึดทำเนียบรัฐบาล สนามบิน ปิดล้อมช่อง 11 หากเป็นเช่นนั้น ก็นับเป็นก้าวหนึ่งที่เริ่มเอาจริงของ กปท.
ประกอบกับการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ “หลี่เค่อเฉียง” นายกฯ จีน ในวันที่ 1113 ต.ค. หากมีประชาชนรวมตัวชุมนุมหน้าทำเนียบ และเกิดเหตุวุ่นวายขึ้นมาไม่ว่าทิศทางใด ก็จะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศ โดยเฉพาะรัฐบาลในฐานะผู้นำ ทำให้จำเป็นต้องประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง มาเป็นเครื่องมือใช้ควบคุมสถานการณ์
โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 918 ต.ค.นี้ ซึ่งการเยือนครั้งนี้ของนายกฯ จีน ถือว่าสำคัญต่อไทยเพราะมีการทำบันทึกความเข้าใจ ไทยจีน 3 ฉบับ ประกอบด้วย 1.บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและจีนว่าด้วยโครงการความร่วมมือในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยที่เชื่อมโยงกับการชำระค่าใช้จ่ายด้วยสินค้าเกษตร
2.ร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงศึกษาธิการแห่งราชอาณาจักรไทยและจีน 3.ร่างบันทึกความเข้าใจด้านพลังงาน รวมทั้งการตกลงความร่วมมือระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยและจีนว่าด้วยการส่งเสริม 4 โครงการ 1.โครงการจัดตั้งศูนย์วิจัยร่วมไทยจีน ด้านรถไฟความเร็วสูง 2.โครงการร่วมพัฒนาศูนย์ข้อมูลการสำรวจดาวเทียมระยะไกล 3.ความร่วมมือด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี 4.โครงการแลกเปลี่ยนนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่
ดังนั้น การเคลื่อนพลครั้งนี้ แม้จะยังไม่ถึงขั้นล้มรัฐบาลได้แบบม้วนเดียวจบ แต่ก็เป็นการกัดกร่อนเขย่าฐานให้ไม่สามารถบริหารประเทศตลอดเทอมได้อย่างราบรื่น อีกทั้งยังเป็นการประกาศความมีตัวตน ใช่ม็อบข้างถนนไร้ค่า เพราะถ้ารวมกำลังแค่อยู่ในเฉพาะพื้นที่สวนลุมเพียงอย่างเดียว แน่นอนว่าข่าวคราวการเคลื่อนไหวของ กปท.ทั้งหมดจะค่อยๆ เลือนรางจางหายไปจากหน้าสื่อ
จำเป็นต้องใช้ห้วงเวลานี้ซึ่งเรียกว่าเข้าทางที่สุด ออกมาขยับให้เกิดประโยชน์







