posttoday
หืดขึ้นคอเข็น 2 ล้านล้านผ่านสภาสูง

หืดขึ้นคอเข็น 2 ล้านล้านผ่านสภาสูง

08 ตุลาคม 2556

การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ประสบกับความล่าช้าพอสมควร ภายหลังเสียเวลาไปกับเรื่องรัฐธรรมนูญในส่วนที่มาของ สว.ไม่น้อย

เดิมคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กางปฏิทินไว้ว่าสภาผู้แทนราษฎรต้องปิดจ๊อบนี้ตั้งแต่ปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา แต่พอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเจอเกมลากยาวของพรรคประชาธิปัตย์ จึงทำให้กฎหมายกู้เงินต้องติดโรคเลื่อนออกมาเรื่อยๆ จนผ่านสภาเมื่อช่วงปลายเดือน ก.ย. และมาถึงมือวุฒิสภาช่วงต้นเดือน ต.ค.

ศึกนี้นับว่าเป็นอีกศึกหนึ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก และจะไม่ยอมเสียเวลาโดยไม่จำเป็นอีกแล้ว เพราะวาดภาพเอาไว้ว่าถ้าวุฒิสภาผ่านกฎหมายฉบับนี้และศาลรัฐธรรมนูญมีเมตตาไม่ให้การกู้เงินต้องชะงักลง รัฐบาลจะใช้เป็นผลงานโบแดงสร้างคะแนนเสียงทางการเมืองในปี 2557 ทันที เพื่อปูทางสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งก่อนประกาศยุบสภาเลือกตั้งใหม่

เมื่องานนี้มีเดิมพันสูงจึงจำเป็นที่ต้องส่งแกนนำระดับสูงในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทย เดินเกมประสานงานผ่านคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) เพื่อสื่อสารไปยัง สว.เลือกตั้งและ สว.สรรหาบางส่วนให้สนับสนุนร่าง พ.ร.บ.นี้ทั้ง 3 วาระ ซึ่ง “สุรชัย ชัยตระกูลทอง” สว.ชลบุรี ก็ยอมรับว่ามีแกนนำรัฐบาลมาล็อบบี้ สว.จริง แต่เป็นเรื่องปกติในทางการเมือง

พรรคเพื่อไทยตั้งเป้าว่าขั้นตอนรับหลักการในวาระที่ 1 วันนี้จะได้รับเสียงสนับสนุนจาก สว.ไม่ต่ำกว่า 100 คน โดยฐานเสียงหลักจะมาจาก สว.ที่ร่วมลงมติสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับ ประมาณ 70 คน ส่วนอีก 30 คนจะมาจากกลุ่ม สว.สรรหาที่ไม่ใช่กลุ่ม 40 สว. และกลุ่ม สว.เลือกตั้ง

แม้ สว.กลุ่มนี้จะไม่เห็นด้วยกับการเสนอร่าง พ.ร.บ.ก็ตาม แต่ไม่เห็นประโยชน์ของการโหวตไม่รับหลักการ เพราะนั่นเท่ากับให้สภาสามารถมีมติเสียงข้างมากเพื่อเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายได้ทันที โดยวุฒิสภาไม่สามารถพิจารณากลั่นกรองอะไรได้เลย สู้รับหลักการเอาไว้ก่อนและค่อยนำมาปรับแก้ไขในภายหลังดีกว่า จึงเป็นปัจจัยที่ช่วยให้เสียงสนับสนุนของวุฒิสภาในวาระที่ 1 วันนี้จะมีราว 90100 คน

ส่วนการพิจารณาในวาระที่ 2 ซึ่งเป็นการพิจารณาเป็นรายมาตราจำนวน 19 มาตรา และการให้ความเห็นชอบกับร่างกฎหมายทั้งฉบับในวาระที่ 3 วิปวุฒิสภาประเมินว่าอย่างช้าที่สุดคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ของวุฒิสภาจะเสนอกลับเข้าสู่ที่ประชุมได้ในวันที่ 2122 ต.ค. เพื่อให้ทันกับกรอบเวลาที่วุฒิสภาต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันตามรัฐธรรมนูญที่จะครบกำหนดในวันที่ 23 ต.ค. (วุฒิสภารับร่าง พ.ร.บ.กู้เงินฯ มาจากสภาเมื่อวันที่ 23 ก.ย. ตามหมายเลขรับของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาที่ 7207)

เว้นเสียแต่เกิดกรณีที่คณะ กมธ.วิสามัญฯ ไม่สามารถดำเนินการเพื่อส่งให้วุฒิสภาไม่ทันกรอบ 30 วันจริงๆ จะมีผลให้วุฒิสภาจะต้องต่อเวลาเพิ่มเติมให้คณะ กมธ.อีก 30 วัน ซึ่งจะมีเส้นตายที่ต้องส่งให้วุฒิสภาลงมติในวาระที่ 2 และ 3 ไม่เกินวันที่ 23 พ.ย.

ถึงกระนั้น ทีมยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยมั่นใจว่าวุฒิสภาจะลงมติในวาระที่ 3 ได้ไม่เกินวันที่ 23 ต.ค. แบบไม่มีการแก้ไขแม้แต่ตัวอักษรเดียว เพื่อไม่ต้องไปเสียเวลาต่อในชั้นคณะกรรมาธิการร่วมกันของสภาและวุฒิสภา เพราะได้ซื้อใจกันมาแล้วจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่มาของ สว.

ขณะที่ฟากเสียงข้างน้อยในวุฒิสภามีขุมกำลังอยู่ประมาณ 30-40 คน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม 40 สว. ในเมื่อเป็นเพียงแค่ไม้ซีกก็ยากที่จะไปงัดไม้ซุง ต้องจำยอมกับความจริงว่าไม่สามารถต่อกรในสภาได้ ก่อนปล่อยให้เสียงข้างมากเดินหน้าผ่านกฎหมายนี้ไปตามสภาพ

อย่างไรก็ตาม กลุ่ม 40 สว. เตรียมใช้ช่องทางทั้งในและนอกสภารบกับเสียงข้างมากให้ถึงที่สุด

“ในสภา” จะใช้เวทีอภิปรายในวุฒิสภาที่มีการถ่ายทอดผ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 ให้ประชาชนเห็นว่าการกู้เงินครั้งมหาศาลถึง 2 ล้านล้านบาท จะมีผลเสียอย่างไร ซึ่งหวังให้ความชอบธรรมของรัฐบาลถดถอยลงในระยะยาว

คำว่า “กู้ 2 ล้านล้าน ใช้หนี้ 5 ล้านล้าน เป็นเวลา 50 ปี” กลายเป็นวาทกรรมหลักที่ สว.กลุ่มตรงข้ามรัฐบาลหยิบขึ้นมาต่อสู้หักล้างกับรัฐบาลและ สว.เสียงข้างมาก

สำหรับการต่อสู้ “นอกสภา” เตรียมใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญเพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าการตราร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 169 หรือไม่ทันทีหลังจากสิ้นสุดขั้นตอนของรัฐสภา

เนื่องจากเห็นว่าการกู้เงินครั้งนี้ถือเป็น “เงินแผ่นดิน” โดยการจะนำเงินแผ่นดินมาใช้ได้จะทำได้ผ่านการตรากฎหมายประเภทหนึ่งประเภทใดใน 3 ประเภทนี้เท่านั้น คือ กฎหมายงบประมาณรายจ่าย กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ หรือกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง เท่ากับว่าจะใช้กฎหมายรูปแบบอื่นเพื่อนำเงินแผ่นดินออกมาใช้ไม่สามารถกระทำได้

ช่องทางนี้จึงเป็นหมัดเด็ดของกลุ่ม สว.เสียงข้างน้อยที่เตรียมมาใช้และมั่นใจว่ามีลุ้นพอสมควร เพราะคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ที่มี “คณิต ณ นคร” เป็นประธาน ได้เคยมีความเห็นแล้วว่าการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ด้วยการตราเป็นร่าง พ.ร.บ.ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 169

ดังนั้น ศึกกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ยังไม่จบลงที่เสียงข้างมากในสภาและวุฒิสภา แต่เสียงข้างมากในศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ชี้ขาดเอง แต่ในชั้นนี้กว่าจะผ่านสภาสูงไปได้ คงเล่นเอารัฐบาลต้องหืดขึ้นคอ

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน