posttoday
แผนมุ่งหน้าสู่เอเชียแผ่ว"จีน"ฉวยจังหวะตีตื้นมะกัน

แผนมุ่งหน้าสู่เอเชียแผ่ว"จีน"ฉวยจังหวะตีตื้นมะกัน

07 ตุลาคม 2556

เป็นที่รู้กันดีว่าหนึ่งในยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศที่รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดี บารัก โอบามา เน้นย้ำมาโดยตลอด

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

เป็นที่รู้กันดีว่าหนึ่งในยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศที่รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดี บารัก โอบามา เน้นย้ำมาโดยตลอด คือ การมุ่งทิศทางความสำคัญมายังภูมิภาคเอเชีย (Asia Pivot)

เนื่องจากผู้นำเมืองลุงแซมเล็งเห็นว่าอนาคตการเติบโตอย่างร้อนแรงของภูมิภาคเอเชียที่มีประชากรกว่า 4,200 ล้านคน หรือมากกว่า 60% ของประชากรโลก และมีขนาดจีดีพีรวมกันกว่า 35% ของจีดีพีโลก คือสิ่งที่สหรัฐควร ที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นอย่างอย่างยิ่ง

จึงไม่แปลกที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า สหรัฐพยายามจะผลักดันนโยบายต่างๆ มายังเอเชียมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางมาเยือนบ่อยครั้งขึ้น กระชับความร่วมมือด้านความมั่นคง ไปจนถึงการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหมายมุ่งจะเร่งผลักดันผลงานชิ้นโบแดงอย่างกรอบการเจรจาการค้าเสรี “ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก” หรือรู้จักกันในนามว่า ทีพีพี กับอีก 11 ประเทศในเอเชียและแปซิฟิกให้ลุล่วงได้ทันก่อนสิ้นปีนี้

อย่างไรก็ตาม แผนการมุ่งให้ความสำคัญ มายังภูมิภาคเอเชียของโอบามา ดูเหมือนจะ ไม่ราบรื่นเหมือนอย่างที่ใจหวังมากนัก

เพราะในทางปฏิบัตินั้นสหรัฐยังคงต้องเผชิญกับปัญหาความวุ่นวายทั้งที่มาจากปัญหาการเมืองภายในและภายนอกมาโดยตลอด เช่น ปัญหาด้านนโยบายการคลังที่ไม่ลงรอยกันระหว่างพรรครัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้านอย่าง รีพับลิกัน ปัญหาความวุ่นวายในตะวันออกกลางทั้งในอียิปต์ ซีเรีย และอิหร่าน จนพานทำให้การขับเคลื่อนแผนมุ่งหน้าสู่เอเชีย ไม่สามารถเดินหน้าได้อย่างเต็มที่

ล่าสุดปัญหาการงัดข้อทางการเมืองเกี่ยวกับการผ่านร่างกฎหมายงบประมาณการเงินประจำปี 2014 และปัญหาการขยายเพดานหนี้ยังคงชะงักงันอยู่ ทำให้โอบามาต้องตัดสินใจล้มเลิกแผนการเดินทางมาเยือนเอเชียและเข้าร่วมประชุมนัดสำคัญ ทั้งการประชุมกลุ่มความ ร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (เอเปก) ที่อินโดนีเซีย และการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออกที่บรูไน ไปเพื่อหันมามุ่งแก้ปัญหาภายในประเทศตนเองแทน

แม้ว่า จอห์น แคร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ที่เดินทางมาเยือนเอเชียแทนโอบามา จะออกมาเน้นย้ำเพื่อให้หลายฝ่ายได้สบายใจว่า สหรัฐยังคงให้ความสำคัญกับเอเชียเหมือนเดิม และจะเดินหน้าผลักดันข้อตกลงการค้าเสรีทีพีพีกับอีก 11 ประเทศให้ทันตามกำหนดที่วางไว้ภายในสิ้นปีนี้

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า การหายไปของโอบามาในครั้งนี้ ได้ส่งผลต่อการรับรู้ถึงอิทธิพลสหรัฐในการแสดงบทบาทนำในเอเชียที่จะลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในแง่ความข้องใจต่อแผนการรุกมายังเอเชียว่า ตกลงแล้วยังสามารถเชื่อมั่นในตัวสหรัฐได้อยู่หรือไม่

เห็นได้จากการที่นายกรัฐมนตรี ลีเซียนลูง ของสิงคโปร์ และรัฐมนตรีต่างประเทศของบรูไน ถึงกับเอ่ยปากเลยว่า รู้สึกผิดหวังอย่างมากที่ผู้นำสหรัฐไม่สามารถเดินทางมาเยือนเอเชียได้ด้วยตัวเอง

ขณะที่นักวิเคราะห์คาดหมายว่า ผลกระทบจากการขาดหายไปของผู้นำสหรัฐหนนี้ อาจเลยเถิดไปถึงขั้นที่จะทำให้พลังในการขับเคลื่อนแผนการเจรจาข้อตกลงทีพีพีอาจไม่บรรลุเป้าหมายตามที่สหรัฐต้องการให้เกิดขึ้นภายในสิ้นปีนี้อีกด้วย

เพราะต้องยอมรับว่า ทั้งๆ ที่มีแรงกดดันจากสหรัฐอยู่เป็นทุนเดิมมาก่อน ทว่าการเจรจาทีพีพี 19 กว่ารอบที่ผ่านมา ก็ยังไม่สามารถเดินหน้าไปมากนัก

โดยเฉพาะประเด็นที่สหรัฐต้องเผชิญกับ แรงต้านจากกลุ่มประเทศที่ยังคงต้องการให้มีการปกป้องตลาดภายในบางอย่างไว้ เช่น ญี่ปุ่นที่ยังคงต้องการปกป้องภาคอุตสาหกรรมเกษตรภายใน ส่วนมาเลเซียยังคงต้องการสงวนการให้สิทธิพิเศษแก่คนเชื้อสายมลายูในการประมูลงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเอาไว้

ดังนั้น ยิ่งบทบาทนำของสหรัฐขาดหาย ลงไป ก็ยิ่งทำให้คาดเดาได้ไม่ยากว่า การเจรจาดังกล่าวไม่น่าจะบรรลุผลตามที่ผู้นำสหรัฐตั้งไว้ภายในสิ้นปีนี้ได้ และล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ต.ค. ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค ของมาเลเซีย ซึ่งเป็น 1 ใน 11 ประเทศที่เข้าร่วมเจรจาทีพีพีอย่างเป็นทางการ ถึงกับพูดออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่า การบรรลุเป้าหมายทีพีพีภายในสิ้นปีนี้ คือสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

ในทางตรงกันข้าม ในขณะที่บทบาทนำของสหรัฐกำลังแผ่วลงจากปัญหาความชะงักงันของการเมืองภายใน จีน ประเทศอภิมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเบอร์ 2 ของโลก กลับเร่งเครื่องทำคะแนนตีตื้นสหรัฐ ด้วยการขยายความสัมพันธ์ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจกับประเทศต่างๆ ในเอเชียอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)

โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ได้เดินหน้าเร่งขยายความสัมพันธ์กับ 2 ประเทศที่มีความสำคัญในอาเซียน เช่น มาเลเซียและอินโดนีเซีย

สีจิ้นผิง ประกาศในระหว่างการเยือนมาเลเซียว่า จะให้ความสำคัญกับการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับอาเซียนมากขึ้น พร้อมกับสนับสนุนให้อาเซียนเป็นศูนย์กลาง ในความร่วมมือด้านเอเชียตะวันออก

นอกจากนี้ ผู้นำจีนยังได้ลงนามความ ร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้ากับรัฐบาลแดน เสือเหลืองเป็นระยะเวลา 5 ปี และตั้งเป้าจะขยายปริมาณการค้าระหว่าง 2 ประเทศ จากปัจจุบันที่ 9.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ให้ขึ้นไปอยู่ที่ 1.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2017 หรือขยายตัวขึ้นเกือบถึง 2 เท่าตัวอีกด้วย

ขณะที่ระหว่างการเยือนอินโดนีเซีย ผู้นำ รุ่นที่ 5 ของจีนได้ลงนามข้อตกลงสวอปค่าเงินระหว่าง 2 ประเทศ วงเงินกว่า 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อป้องกันค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนค่าลงอย่างหนักในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา พร้อมกับลงนามในความร่วมมือทั้งด้านการค้าและ การลงทุนอีกหลายฉบับ

ทั้งนี้ การแสดงบทบาทของจีนต่ออาเซียนในเชิงเศรษฐกิจและการค้าได้เพิ่มสูงขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง โดยเฉพาะนับตั้งแต่ปี 2009 ที่พญามังกรได้กลายเป็นคู่ค้าหลักของอาเซียน ปริมาณการค้าการลงทุนโดยตรงระหว่าง 2 ฝ่ายได้ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ยืนยันได้จากข้อมูลจากสภาธุรกิจจีนอาเซียน ที่ระบุว่า ในปี 2012 บริษัทเอกชนจีนได้เข้ามาลงทุนในภูมิภาคอาเซียนเพิ่มสูงขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 52% หรือราว 4,420 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งประเทศที่มีการลงทุนมาก ที่สุดคือ เวียดนาม เพิ่มสูงขึ้นถึง 147%

นอกเหนือจากการรุกทางเศรษฐกิจแล้ว จีนยังได้ทุ่มให้ความช่วยเหลือประเทศต่างๆ อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมให้ ทหารจีนเข้ามามีบทบาทในการปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมากขึ้น เพื่อส่งเสริมบทบาทและนโยบาย “การเติบโตอย่างสันติ” ในสายตาของชาวต่างชาติมากขึ้น

เห็นได้จากการที่เมื่อเดือนก่อน จีนได้ส่งเรือที่ดัดแปลงเป็นโรงพยาบาลเคลื่อนที่เพื่อไปรักษาคนป่วยในพม่า กัมพูชา และอินโดนีเซีย ขณะที่ก่อนหน้านั้นจีนได้ส่งเรือรบไปลาดตระเวนยังอ่าวเอเดน เพื่อช่วยปราบปรามโจรสลัดปล้น เรือสินค้าอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ระบุว่า แม้จีนจะพยายามขยายอิทธิพลมาสู่เอเชียอย่างต่อเนื่อง แต่เอาเข้าจริงแล้วบทบาทจีนยังถือว่า ตามหลังสหรัฐอยู่หลายช่วงตัว ขณะเดียวกันก็ยังมีมหาอำนาจอื่นๆ ที่ยังคงครองเป็นเจ้าอิทธิพลในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และรัสเซีย อยู่

นอกจากนี้ หลายประเทศก็ยังรู้สึกไม่ปลอดภัยต่อการขยายอิทธิพลของจีนมากนัก โดยเฉพาะฟิลิปปินส์และเวียดนาม ซึ่งมีข้อพิพาทด้านพรมแดนทางทะเลกับจีน

ดังนั้น จีนจึงยังต้องทำงานอย่างหนักกว่านี้ หากจะก้าวเข้ามามีอิทธิพลในเอเชียอย่างแท้จริง

ถึงกระนั้น แม้จีนจะยังมีสิ่งที่ต้องพิสูจน์ตัวเองอีกมาก แต่อย่างน้อยในครั้งนี้ผลจากความยุ่งเหยิงภายในสหรัฐเอง ก็ทำให้จีนฉวยจังหวะนี้ทำแต้มไล่จี้มาแล้ว

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก