posttoday
เศรษฐกิจโลกฟุบฉุดเศรษฐกิจไทยแฟบ

เศรษฐกิจโลกฟุบฉุดเศรษฐกิจไทยแฟบ

07 ตุลาคม 2556

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไทย ในปีนี้จะขยายตัวได้ต่ำกว่า 4%

โดย...จตุพล สันตะกิจ

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไทย ในปีนี้จะขยายตัวได้ต่ำกว่า 4% เหตุผลหลักมาจากการส่งออกชะลอตัวลง การบริโภคและการลงทุนขยายตัวต่ำ

แม้กระทรวงพาณิชย์ยังไม่ยอมแพ้ที่จะปรับเป้าหมายการส่งออก แต่กระทรวงการคลังก็ให้เป้าหมายการส่งออกปีนี้จะเติบโตเพียง 2% เท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้ายังไม่ฟื้นตัว

อำพน กิตติอำพน ประธานกรรมการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่า เดิมคาดการณ์กันว่าภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงสหรัฐจะฟื้นตัว หลังมีการพบเชลล์ก๊าซ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าสหรัฐลดลง สหรัฐจะส่งออกได้เพิ่มขึ้น มีการจับจ่ายเพิ่มขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่าอัตราว่างงานของสหรัฐยังสูงอยู่

ที่ผ่านมาธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ทบทวนอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐถึง 3 ครั้ง เช่นเดียวกับเศรษฐกิจยุโรปที่จะยังไม่ฟื้นตัว เพราะยุโรปยังไม่มีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาหรือมีประสิทธิภาพการผลิตที่สูงขึ้น และตอนนี้ก็ยังไม่เห็นว่าประเทศที่ประสบปัญหาวิกฤตหนี้สินจะลดสวัสดิการลงแต่อย่างใด มีวันหยุดปีละ 1 เดือน คนไม่ทำงานได้ผลตอบแทนมากกว่าคนที่ทำงาน

“เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจยังเป็นอย่างนี้ ยุโรปจะฟื้นตัวได้อย่างไร” ประธานบอร์ด ธปท. กล่าว

ส่วนเศรษฐกิจญี่ปุ่น แม้ว่าจะมีการอัดฉีดเงินเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวนมาก แต่ยังไม่เห็นการจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มขึ้นเต็มที่ โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา พบว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นมีสัญญาณอ่อนแรงลง แต่นั่นก็ต้องเข้าใจรูปแบบของคนญี่ปุ่น ซึ่งตราบใดที่คนญี่ปุ่นยังไม่เห็นเศรษฐกิจฟื้นตัวจริงๆ คนญี่ปุ่นจะเก็บเงินอย่างเดียว

“ถ้าตราบใดโครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปไม่มีการปรับเปลี่ยน การส่งออกไม่ได้ดีขึ้น ภาคเรียลเซ็กเตอร์ยังไม่กลับมา การจ้างงานยังไม่กระดิก เยอรมนีแข็งแรงและพยายามหารายได้มากขึ้น แต่กรีซ สเปน อิตาลี ไม่ทำอะไรใหม่เราจึงสรุปว่าปีนี้เศรษฐกิจโลกคงจะยังไม่สดใส” อำพน กล่าว

หากสหรัฐและยุโรปไม่มีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงยังไม่กลับมา ก็ยังไม่เห็นทางว่าเศรษฐกิจโลกในปีหน้าจะดีกว่าปีนี้ไปได้อย่างไร

ผลกระทบจากการที่เศรษฐกิจโลกไม่ฟื้น ที่จะเกิดต่อประเทศไทยนั้น คงไม่แตกต่างจากในปีนี้ นั่นคือการส่งออกชะลอตัวลง และค่าเงินบาทจะผันผวน จากการไหลเข้าออกอย่างรวดเร็วของเงินทุนต่างประเทศ

อำพน กล่าวว่า เบน เบอร์แนนคี ประธานเฟด ระบุว่า ทั่วโลกมีความเสี่ยงการลงทุนเท่ากัน แต่ไทยยังคงเป็นสวรรค์การลงทุนที่ปลอดภัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพราะมีความเสี่ยงต่ำ และไม่ว่าไทยจะผ่านเหตุการณ์รัฐประหาร และความวุ่นวายทางการเมือง แต่เหตุการณ์เหล่านั้นไม่เคยไปแตะในนโยบายเศรษฐกิจ การส่งออก และการส่งเสริมการลงทุน

“อย่างตอนนี้เงินไม่ไหลเข้ามาเลเซีย เพราะรู้ว่ามาเลเซียกลบหนี้สาธารณะในปริมาณที่สูง ส่วนจีนก็ลงทุนเกินตัว เงินทุนจึงไหลไป 3 แหล่ง คือ 1.ลงทุนในทองคำและน้ำมัน 2.ตลาดที่มีความเสี่ยงต่ำและผลตอบแทนคุ้มค่า และ 3.ลงทุนในประเทศที่มีการดำเนินนโยบายการเงินเป็นอิสระ ทำให้ไทยยังเป็นสวรรค์การลงทุนที่ปลอดภัย” อำพน กล่าว

ดังนั้น ไทยจะต้องเผชิญกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอย่างหนัก การดำเนินนโยบายการเงินและนโยบายการคลังจะต้องทำงานใกล้ชิดและสอดคล้องกัน

ฉะนั้น การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลจะไปจดจ่อกับการลงทุนของรัฐบาลในโครงการ 2 ล้านล้านบาท ที่กำลังโรดโชว์ทั่วประเทศอยู่ในขณะนี้ ส่วนความผันผวนของค่าเงินบาท รัฐบาลก็จะพุ่งเป้าไปที่การบริหารของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งมีโอกาสที่จะประสบการขาดทุนจากการเข้าแทรกแซงค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ

ประธานบอร์ด ธปท. กล่าวว่า การที่ ธปท.ขาดทุนเพราะการแทรกแซงค่าเงิน และต้องจ่ายดอกเบี้ย 1.6-1.7 แสนล้านบาทต่อปี แต่เมื่อเทียบกับการขาดทุนของ ธปท.ที่ถูกชดเชยด้วยการทำให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ เป็นสิ่งที่คุ้มค่า เพราะหาก ธปท.ไม่ทำอะไรเลย ทำเหมือนธนาคารพาณิชย์ทั่วไปที่มุ่งหาแต่กำไร เศรษฐกิจในภาพรวมก็จะเสียประโยชน์

“แม้ว่า ธปท.จะต้องขาดทุนจากการแทรกแซงค่าเงินจนทะลุ 1 ล้านล้านบาท ก็ไม่กระทบความเชื่อมั่นที่มีต่อ ธปท. เพราะเป็นเพียงการขาดทุนตามหน้าบัญชีเท่านั้น ตราบใดที่ทุนสำรองเรายังมีอยู่สูง และเศรษฐกิจมีเสถียรภาพ ไทยจะเป็นแหล่งลงทุนที่มีความน่าสนใจในสายตานักลงทุนต่างชาติเหมือนเดิม” อำพน กล่าว

ประธานบอร์ด ธปท. ระบุว่า การขาดทุนของ ธปท.จะเป็นกลไกหนึ่งในการควบคุมไม่ให้เกิดการเก็งกำไรในระดับที่มากเกินไป

ความผันผวนของค่าเงินบาทมีผลต่อการส่งออกโดยตรง หากไม่สามารถพึ่งพาการส่งออกได้แล้ว รัฐบาลก็จะหันมาพึ่งพาการลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนจากภาครัฐเป็นหลัก

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนจะง่ายในการดำเนินการ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลในปีหน้าก็ไม่ง่ายอีกเช่นกัน การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการสร้างรถไฟความเร็วสูงของรัฐบาล ซึ่งยังไม่มีรายละเอียดอะไรที่ชัดเจน

ดูไปก็คล้ายกับการลงทุนโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่เร่งออก พ.ร.ก.มารองรับ แต่เวลาผ่านมาใกล้จะครบขวบปี ก็ยังไม่มีการลงทุนจริง

ฉะนั้น กล่าวได้ว่า เศรษฐกิจไทยในปีหน้านั้นอยู่ในภาวะลำบาก จะฟื้นหรือฟุบ ขึ้นอยู่กับฝีมือการบริหารของรัฐบาลโดยแท้จริง

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก