
จากเดือน 10 พุทธศิลป์ถิ่นใต้
บุญเดือน 110 เป็นเทศกาลงานบุญของแดนปักษ์ใต้ แต่ประเพณีแห่จาดมีอยู่ที่กระบี่เท่านั้น
บุญเดือน 110 เป็นเทศกาลงานบุญของแดนปักษ์ใต้ แต่ประเพณีแห่จาดมีอยู่ที่กระบี่เท่านั้น
ครั้นพอถึงช่วงกลางๆ เดือน 9 แต่เดิมมาช่างจาดของชุมชนก็เริ่มหาวัสดุมาขึ้นโครงจาด เล่ากันว่ายุคแรกสุดจะใช้ทางระกำ ด้วยมีน้ำหนักเบาสะดวกตอนหามแห่ ต่อมาแม้เปลี่ยนมาใช้ไม้ก็ยังคงนิยมใช้ไม้เนื้ออ่อนที่มีน้ำหนักเบาอย่างไม้ฉำฉา ไม้ตีนเป็ด ขึ้นโครงได้สมส่วนดังใจก็ติดทับประดับลายกนกที่แกะจากกระดาษาหลากสี สอดสีหลายชั้นเพื่อให้ลวดลายแพรวพราวแจ่มตา ซึ่งต้องอาศัยการร่วมแรงร่วมใจของคนทั้งชุมชนมาช่วยกันลงแรง เสร็จจากการส่วนตัวยามกลางวัน ตกค่ำก็มารวมตัวกันที่บ้านที่ตั้งจาด เรียกกันว่ามา “คุมจาด” คนทำจาดก็ทำไป บางคนที่ถนัดทางร้องรำทำเพลง ก็ออกร้องเพลงบอก เดินเร่บอกบุญไปตามบ้านระดมรวบรวมเงินเข้าวัดในวันแห่จาด
ในช่วงหลังประเพณีโบราณเริ่มห่างหาย จนแม้คนในท้องถิ่นที่เป็นรุ่นใหม่ๆ ก็แทบไม่รู้จักจาดกันแล้ว กระทั่งทางจังหวัดหันมาฟื้นฟูพุทธศิลป์คู่ถิ่นใต้นี้ด้วยการจัดให้มีการประกวดจาดเมื่อราว 10 ปีที่ผ่าน งานแห่จาดเดือน 10 ที่กระบี่จึงเริ่มตื่นฟื้นคืนมาอีกครั้ง มีจาดจากทั่วทุกถิ่นในพื้นที่เข้าร่วมประกวดปีละหลายสิบจาดไปจนถึงเกือบร้อยจาด
ในวันงานถนนเส้นกลางเมืองจะคลาคล่ำไปด้วยกองจาดจากหลากหลายถิ่นที่ เคลื่อนขบวนตามกันเป็นแถวยาวหลายกิโลเมตร มุ่งหน้าสู่วัดแก้วโกวาราม จุดชุมนุมจาดของจังหวัด
จาดมีรูปทรงคล้ายกับเจดีย์ รูปร่างและลวดลายละม้าย “เรือพระ” ที่ชาวพุทธทางฝั่งตะวันออกใช้ในงานชักพระ เพียงแต่เรือพระใช้ล่องทางน้ำ หรือใส่ล้อเลื่อนเพื่อลากเดินบก แต่จาดใช้คนหามแห่
ยามเคลื่อนแห่จาดไปตามเส้นทาง หากมองดูในมุมเงยก็จะเห็นจาดลอยเลื่อนทาบฟ้า เหมือนว่ากำลังจะล่องลอยสู่สรวงสวรรค์...
และโดยนัยทางพิธีกรรมการแห่จาดก็มีจุดหมายในทำนองนั้น คือการบุญทำอุทิศส่วนกุศลถึงบรรพชนที่ล่วงลับไปอยู่ในต่างภพภูมิ ไม่ว่าจะในอเวจีที่ยากหรือบนสรวงสวรรค์ชั้นฟ้า
ข้าวของขนมที่ใส่มาในจาดจึงล้วนต้องมีส่วนโยงอยู่ตามความเชื่อนี้ ที่ขาดไม่ได้ก็ ได้แก่ ขนมพอง ขนมลา ที่เป็นแพเป็นเส้นตามความเชื่อว่าเพื่อให้บรรพบุรุษที่ไปใช้กรรมเป็นเปรตปากเล็กมือใหญ่ สามารถเอาเข้าปากที่เล็กเท่ารูเข็มได้
สำรับที่ใส่ขนมพอง ขนมลา ขนมบ้า ทอดมัน ฯลฯ ถือเป็นส่วนสำคัญของจาดที่อยู่ช่วงกลางระหว่างฐานกับยอด
บางข้อสมมติฐานจึงเชื่อว่าจาดน่าจะมาจากกระจาดของภาคกลาง แล้วถูกกร่อนเสียงให้สั้นลงตามการพูดจาแบบคนใต้
แต่อาจารย์กลิ่น คงเหมือนเพชร นักวิชาการท้องถิ่นอาวุโสของเมืองกระบี่ สันนิษฐานว่าอาจมาจาก สำรับ หรือหฺมรับ ของทางเมืองนคร เพราะคนที่มาบุกเบิกตั้งเมืองกระบี่ยุคแรกก็มาจากนครศรีธรรมราช เมื่อร้อยกว่าปีก่อน
ประเพณีงานบุญเดือน 10 ของพุทธศาสนิกชนชาวนครศรีฯ จะแห่หฺมรับไปวัด ซึ่งยังคงทำกันต่อมาจนทุกวันนี้ อาจารย์กลิ่นเห็นว่ากลุ่มชาวนครที่มาตั้งถิ่นฐานใหม่ที่กระบี่ก็คงนำเอาประเพณีนี้ติดมาด้วย เพียงแต่ในช่วงบุกเบิกนั้นคนที่มาคงมีแต่ผู้ชายเป็นหลัก ขณะที่งานละเอียดละอออย่างการจัดหฺมรับนั้นเป็นงานฝีมือของผู้หญิง ถึงคราต้องยกกองบุญไปวัดในเดือน 10 พวกผู้ชายจึงอาศัยฝีมือทางงานไม้และงานแกะกนกลวดลายประดับโลง หรือลวดลายการแกะรูปหนังตะลุง ในการปรับแปลงสำรับใส่ของไปวัดจากหฺมรับมาเป็นจาด จาดเดือน 10 จึงมีอยู่แต่ที่กระบี่และพื้นที่ใกล้เคียงโดยรอบเท่านั้น
ถือเป็นอัตลักษณ์ทางพุทธศิลป์ของท้องถิ่นโดยแท้ ซึ่งไปควรจะถูกปล่อยให้สูญหายไปกับกาล
นับแต่การทำจาดและงานแห่จาดได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ จาดเมืองกระบี่ก็มีพัฒนาการมาเรื่อยทุกปี ช่วงหลังกลางเดือน 9 ไปแล้ว ตามหมู่บ้านในทั่วทุกอำเภอต่างก็มีจาดของชุมชนทำเตรียมเข้าแข่งขันที่จังหวัด หรือบางชุมชนก็เพียงแต่ทำเพื่อแห่ไปวัดในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ซึ่งการจัดประกวดที่ตัวจังหวัดจะมีขึ้นก่อน เพื่อว่าเมื่อถึงวันงานบุญ จาดทุกจาดจะได้กลับไปร่วมงานบุญในชุมชน
จาดชนะเลิศอันดับ 1 ของแต่ละปีมีเงินก้อนใหญ่ พร้อมถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นรางวัล ซึ่งถือเป็นงานท้องถิ่นที่รางวัลใหญ่ระดับประเทศ
ในแต่ละปีช่างจาดท้องถิ่นจึงทุ่มเทคิดสร้างสรรค์ พัฒนาต่อยอดลวดลายรายละเอียดในการวางโครงและการประดับประดากันอย่างคึกคัก ให้เป็นที่ตื่นตาตื่นใจของใครๆ ที่ได้มาเห็นในวันแห่แหน โดยเฉพาะกรรมการที่ลงคะแนนตัดสินการประกวด แล้วรอลุ้นระทึกกันในนาทีประกาศผลประจำปี
แน่นอนว่าผู้พลาดหวังย่อมมีมากกว่าคนสมหวัง เพราะรางวัลชนะเลิศมีเพียงหนึ่งเดียวในแต่ละปี แต่ที่ทุกคนคว้าเอาได้เหมือนๆ กันคือความครึกครื้นรื่นเริงจากเทศกาลงานบุญใหญ่ ความอิ่มใจจากการได้อุทิศกุศลระลึกถึงบรรพบุรุษ และเป็นโอกาสในการได้ชำระใจตนให้บริสุทธิ์อีกครา
เพราะนี้แหละคือแก่นแท้ที่เป็นหัวใจของความเป็นพุทธบริษัท
ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกิจกรรม “Before I die พร้อมก่อนตาย” ในวันที่ 11–12 ต.ค. 2556 ณ ลานอีเดน ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์
นอกจากนี้ยังมีเวทีสนทนาหัวข้อ “Before I die ก่อนฉันจะตาย” โดย พระไพศาล วิสาโล และคุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ สนใจติดตามรายละเอียดได้ที่ www.budnet.org/peacefuldeath และfacebook : peaceful death หรือโทร. 02-882-4387, 02-866-0863 ต่อ 12







