
สั่งฟ้องบุหรี่ยักษ์ใหญ่สะเทือนการค้าเสรี
ในที่สุด อัยการสูงสุดก็มีคำสั่งฟ้องบริษัทบุหรี่ยักษ์ใหญ่ “ฟิลลิป มอร์ริส” ในคดีสำแดงราคานำเข้าเท็จ รัฐเสียหายกว่า 6.88 หมื่นล้านบาท
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
ในที่สุด อัยการสูงสุดก็มีคำสั่งฟ้องบริษัทบุหรี่ยักษ์ใหญ่ “ฟิลลิป มอร์ริส” ในคดีสำแดงราคานำเข้าเท็จ รัฐเสียหายกว่า 6.88 หมื่นล้านบาท
คดีนี้ถูกเปิดเผยจาก อรรถพล ใหญ่สว่าง อัยการสูงสุด ว่า จุลสิงห์ วสันตสิงห์ อดีตอัยการสูงสุดที่เพิ่งเกษียณไป ได้มีความเห็นชี้ขาดสั่งฟ้องผู้ต้องหาในคดีดังกล่าวแล้ว แต่ได้สั่งฟ้องผู้ต้องหาเพียง 12 ราย เนื่องจากมีผู้ต้องหา 1 รายที่เสียชีวิตแล้ว ส่วนอีก 1 ราย พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีความผิด
สำหรับข้อหาที่สั่งฟ้องก็เป็นไปตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษแจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 และ พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ. 2509 ซึ่งหลังจากนี้ก็ได้ส่งสำนวนกลับไปยังสำนักงานอัยการคดีพิเศษที่รับผิดชอบ เพื่อดำเนินการส่งฟ้องศาลต่อไป
เรื่องนี้ถือเป็นอีกคดีฉาวที่ยืดเยื้อยาวนานตั้งแต่ปี 2546 หรือราว 10 ปี ต้นเรื่องมาจากกรมศุลกากรมีหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ดำเนินคดีกับบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด ในข้อหาร่วมกันสำแดงราคาอันเป็นเท็จในการนำเข้าบุหรี่ยี่ห้อมาร์ลโบโร่และแอลแอนด์เอ็ม เพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากร เป็นเหตุให้รัฐเสียประโยชน์จากการจัดเก็บภาษี 6.88 หมื่นล้านบาท
ดีเอสไอ ได้สอบสวนรวบรวมหลักฐานตั้งแต่ปี 2549 พบว่าบุหรี่ยี่ห้อมาร์ลโบโร่ ของบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ฟิลิปปินส์) ส่งขายให้กับบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ในเมืองไทยสำแดงราคาซองละ 7.76 บาท แต่ส่งไปขายให้กับบริษัท คิง เพาเวอร์ แจ้งราคาซองละ 27.46 บาท เมื่อนำไปเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่บริษัทฟิลลิป มอร์ริส (ฟิลิปปินส์) ส่งไปขาย พบว่าแตกต่างกันอย่างมาก โดยสำแดงราคาขายให้ประเทศสิงคโปร์ ซองละ 20 บาท มาเลเซีย ซองละ 19.95 บาท ส่วนบุหรี่ยี่ห้อแอลแอนด์เอ็มก็เช่นเดียวกัน โรงงานผลิตที่ประเทศฟิลิปปินส์ส่งมาขายให้บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ซองละ 5.88 บาท แต่ส่งขายให้บริษัท คิง เพาเวอร์ สำแดงราคาซองละ 16.81 บาท
ดังนั้น ดีเอสไอจึงสรุปสำนวนมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดส่งไปยังสำนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ ต่อมาช่วงต้นปี 2554 อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษพิจารณาแล้วมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทุกข้อหา และส่งเรื่องกลับมาให้ดีเอสไอพิจารณา
ขณะที่ดีเอสไอพิจารณาสำนวนแล้วยืนยันสั่งฟ้อง พร้อมส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด กระทั่งล่าสุดอัยการสูงสุดพิจารณาสั่งฟ้องดังกล่าว
คดีนี้เหมือนจะธรรมดา แต่ไม่ธรรมดา เพราะมีการเมืองมาเกี่ยวข้อง ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ปี 2554 ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ซึ่งเป็นฝ่ายค้านในขณะนั้น อภิปรายว่า มีโจรใส่สูทอ้างเป็นผู้แทนการค้าไทย สมคบกับบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ซึ่งเป็นบริษัทแม่ที่อยู่ที่สหรัฐ จำหน่ายบุหรี่มาร์ลโบโร่และแอลแอนด์เอ็ม สำแดงราคานำเข้าเพื่อเสียภาษีเป็นเท็จ ทำให้รัฐเสียหายถึง 6.88 หมี่นล้านบาท เป็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 3, 81 (1), 255, 266 (1), 268 และ ป.วิ.อาญา มาตารา 157
พร้อมชี้ว่าการทำธุรกิจของบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส เข้าข่ายพฤติกรรมอำพราง เนื่องจากการซื้อบุหรี่ของบริษัทฟิลิปมอริส จากประเทศต่างๆ ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปินส์ ไม่มีการซื้อขายกันจริง เพราะทั้งหมดเป็นการซื้อของบริษัทในเครือข่ายที่ขึ้นกับบริษัทแม่เดียวกัน ซึ่งตั้งอยู่ที่สหรัฐฯ และที่ต้องเปลี่ยนสถานที่ซื้อบุหรี่ไปเรื่อยๆ เพราะมีเจตนาเลี่ยงภาษี ถึงไม่มีการซื้อขายโดยตรง
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ได้ยื่นเรื่องฟ้องร้องต่อองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ด้วยเช่นกัน ผลออกมาคือรัฐแพ้ ซึ่งคดีตอนนี้อยู่ระหว่างอุทธรณ์
ขณะที่การฟ้องร้องในประเทศไทย หลังอัยการสูงสุดสั่งฟ้อง บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส แล้ว เรื่องก็ต้องถูกส่งไปยังสำนักงานอัยการคดีพิเศษที่รับผิดชอบเพื่อดำเนินการส่งฟ้องศาลต่อไป
คดีนี้ถือเป็นคดีตัวอย่างของการเปิดเขตการค้าเสรีที่บริษัทต่างชาติใช้ช่องว่างทางภาษีทำการค้า ทำให้มีต้นทุนที่ต่ำกว่า สามารถเจาะตลาดตีสินค้าคู่แข่งสร้างยอดขายได้ดีกว่า แถมยังมีกำไร 2 ต่อ คือเสียภาษีน้อยและขายของได้ดีกว่าคู่แข่ง
ผลตัดสินในคดีนี้ยังอาจใช้อิงกับการตัดสินเรื่องภาษีนำเข้าของสินค้าอีก 2 แบรนด์ คือ แอมเวย์ ที่กรมศุลกากรอยู่ระหว่างตัดสินว่าจะให้รวมค่านายหน้าเข้ากับราคานำเข้าเพื่อนำมาคำนวณราคาที่ต้องเสียภาษีหรือไม่ กับกรณีของ บีเอ็มดับเบิลยู ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบรถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศแล้วมาประกอบในพื้นที่เขตปลอดภาษี (Free Zone) ซึ่งใช้ชิ้นส่วนประกอบของประเทศไทยประมาณ 40% ที่ส่งผลให้ลดภาษีนำเข้าได้ 20%
คดีนี้จะเป็นคดีตัวอย่าง หากไทยแพ้ ต่อไปรูปแบบการค้าของไทยอาจต้องตกเป็นรองและเสียเปรียบทางการค้าได้
แต่หากชนะ รูปแบบการค้าที่จะเกิดขึ้นจากนี้ รัฐก็จะเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น ทำให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมมากขึ้น
และสุดท้ายอาจจะถูกโยงเข้าไปเป็นเรื่องการเมืองว่าใครที่ทำให้รัฐเสียหาย







