
อัดรัฐทุ่มงบ1.2แสนล้านแก้่น้ำท่วมเหลว
ปชป.อัดงบ1.2 แสนล.เหลวแก้น้ำท่วม "วราเทพ"โต้แค่งบฟื้นฟูอุทกภัยปี 54 ของจริงต้อง 3.5 แสนล้าน รับ"อีสานใต้" แก้ท่วมยาก "พฤณท์"ยันคมนาคมเดินหน้าแล้ว 62%
ปชป.อัดงบ1.2 แสนล.เหลวแก้น้ำท่วม "วราเทพ"โต้แค่งบฟื้นฟูอุทกภัยปี 54 ของจริงต้อง 3.5 แสนล้าน รับ"อีสานใต้" แก้ท่วมยาก "พฤณท์"ยันคมนาคมเดินหน้าแล้ว 62%
เมื่อวันที่ 3 ต.ค.นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ สส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทยตั้งกระทู้ถามสดถามนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการแก้ปัญหาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนว่า รัฐบาลจะแก้ปัญหาพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะในจังหวัดพื้นที่อีสานใต้อย่าง จ.ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ ถนนสายหลัก สายรอง ถนนทางหลวงที่ได้รับความเสียหายอย่างไร ขณะเดียวกันโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในภาคอีสาน เช่น โครงการชลประทานขนาดกลาง ฝายทดน้ำลำน้ำมูล โครงการโขงชีมูล โครงการประตูระบายน้ำ โครงการเพิ่มช่องระบายน้ำตามทางหลวงชนบท ทางหลวงแผ่นดิน โครงการแก้มลิงขนาดใหญ่จะเกิดขึ้นจังหวัดที่เกิดน้ำท่วมหรือไม่ นอกจากนี้รัฐบาลมีนโยบายในการผันน้ำออกจากแหล่งน้ำในแต่ละจังหวัดของภาคอีสานที่เกิดน้ำท่วมประจำทุกปีลงสู่แม่น้ำมูล แม่น้ำโขงอย่างเป็นระบบหรือไม่
นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรมช.เกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงแทนว่า รัฐบาลได้ช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วนตามที่ได้ดำเนินการไปแล้ว แต่พื้นที่อีสานใต้จะแตกต่างไปจากภาคเหนือและภาคกลาง เนื่องจากไม่มีพื้นที่กักเก็บน้ำ อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตามมีบางส่วนอย่าง จ.ชัยภูมิซึ่งเป็นต้นแม่น้ำชี ตามงบเงินกู้ 3.5 แสนล้าน ทาง กบอ.ได้พิจารณา 3 โครงการ เช่น อ่างโปร่งขุนเพชร หรือการพัฒนาลุ่มน้ำชีตอนบน และเขื่อนยางนาดี ซึ่งสามารถกักเก็บน้ำในฤดูน้ำฝนมากเพื่อไม่ให้น้ำลงมาในลุ่มน้ำชีและไปรวมกับน้ำมูล ส่วนพื้นที่ลุ่มน้ำหรือที่เรียกว่าป่าบุ่งป่าทามซึ่งน้ำจะเอ่อล้นอยู่เป็นประจำ การปรับสภาพก็คงต้องเตรียมตัวที่อยู่กับน้ำได้
อย่างไรก็ตามขณะนี้นายปลอดประสพ ในฐานะประธาน กบอ. ได้เตรียมรับข้อเสนอของจังหวัดที่ประสบปัญหาครั้งนี้มาพิจารณาบูรณาการที่จะแก้ปัญหาระยะยาวต่อไป ส่วนงบประมาณจะมีหรือไม่นั้นคาดว่าหลังจากพิจารณาจัดสรรตามแผนงานทั้งหมดแล้วก็สามารถจัดสรรส่วนที่เหลือให้จังหวัดที่เสนอมาได้
ด้านพล.อ.พฤณท์ สุวรรณทัต รมช.คมนาคม ชี้แจงว่า สำหรับถนนทางหลวงหมายเลข 24 และ 2111 ที่เสียหายจากอุทกภัยนั้น ขณะนี้ได้สั่งการให้กรมทางหลวงดำเนินสำรวจความเสียหายเพื่อสรุปของบประมาณในการซ่อมให้คืนสภาพได้โดยเร็ว สำหรับการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน กระทรวงคมนาคมจะเน้นในพื้นที่เศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งได้สร้างคันกั้นน้ำ มีการยกระดับถนน จัดสร้างแบริเออร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพป้องกันอุทกภัยและระบายน้ำ ส่วนท่อระบายน้ำที่ระบายไม่ทันก็แก้โดยเปลี่ยนเป็นการสร้างสะพานแทน โดยขณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้วทั้งสิ้น 91 โครงการโดยใช้งบประมาณ 9,040 ล้านบาท อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนขณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้วเสร็จทั้งสิ้นประมาณ 62% และคิดว่าอีกไม่นานจะดำเนินการได้ 100%
นายศุภชัย ศรีหล้า สส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ตั้งกระทู้ถามสดนายกรัฐมนตรีถึงสถานการณ์พื้นที่ประสบอุทกภัย โดยนายศุภชัย กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมของไทยเมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรายงานสถานการณ์น้ำท่วมมี 25 จังหวัด 220 อำเภอ 348 ตำบล 10,899 หมู่บ้าน 796,395 ครัวเรือน และประชาชนเดือดร้อน 2,745,342 คน สั่งอพยพพี่น้องประชาชนไปแล้ว 4,416 ครัวเรือน จำนวน 15,254 คน มีผู้เสียชีวิตถึง 27 ราย รัฐบาลมีวิธีการดำเนินงานอย่างไรบ้าง
นายประชา ประสพดี รมช.มหาดไทย ชี้แจงแทนนายกรัฐมนตรีว่า รัฐบาลดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยรัฐบาลจะดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาครัวเรือนละ 33,300 บาท สำหรับบ้านที่เสียหายทั้งหลัง แต่หากเสียหายบางส่วนจะจ่ายค่าเสียหายตามความเป็นจริง ชดเชยพื้นที่การเกษตร 1,113 ต่อไร่ ไม่เกิน 30 ไร่ กรณีผู้เสียชีวิตจะจ่ายสงเคราะห์รายละ 2.5 หมื่นบาท หากเป็นหัวหน้าครอบครัวจะจ่ายเพิ่ม 2.5 หมื่นบาท ทั้งนี้ได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด รพ.ของรัฐ ส่งแพทย์อาสา อสม.และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ดูแลเรื่องความเจ็บป่วยและให้การรักษา หากกรณีอาการหนักสามารถส่งตัวผู้ป่วยไปยัง รพ.ท้องถิ่นได้ทันที
นายศุภชัย กล่าวต่อพร้อมแสดงป้ายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยที่ระบุว่า “ลาก่อนน้ำท่วมน้ำแล้ง” โดยนายศุภชัยกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยไม่สามารถทำได้จริง อีกทั้งงบประมาณน้ำท่วม 1.2 แสนล้านบาทของรัฐบาลนั้นขอถามว่าได้ผลสำเร็จจริงหรือไม่ หรือละลายไปกับน้ำแล้ว เพราะขณะนี้มีการเบิกจ่าย 100% ไปแล้ว 146 โครงการจากทั้งหมด 154 โครงการ อีก 8 โครงการเบิกจ่ายแล้วกว่า 80% แต่ล้วนเป็นโครงการของกรมศิลปากรที่ไปฟื้นฟูโบราณสถาน
นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า งบ1.2 แสนล้านบาทไม่ได้ละลายไปกับน้ำ แต่งบประมาณดังกล่าวเป็นการฟื้นฟู ซ่อมแซม และเยียวยาเหตุอุทกภัยเมื่อปี 2554 ไม่สามารถป้องกันเหตุน้ำท่วมในอนาคตได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องมีการผลักดันงบเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาทเพื่อจัดการป้องกันน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ







