
เศรษฐกิจไทยเอาไม่อยู่...
แม้ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) จะการันตีว่า เศรษฐกิจโลกภาพรวมมีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน
โดย...บากบั่น บุญเลิศ/จตุพล สันตะกิจ
แม้ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) จะการันตีว่า เศรษฐกิจโลกภาพรวมมีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน และจะส่งผลดีต่อการส่งออกของไทยตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปีนี้ยาวไปถึงปีหน้า
แต่ทว่าเมื่อจับสัญญาณเศรษฐกิจสำคัญๆ ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งทุกวันนี้ดูเหมือนว่าจะมีอาการดีขึ้นและมีสัญญาณฟื้นตัว แต่การฟื้นตัวที่ว่านั้น จะเรียกว่าเป็นสัญญาณการฟื้นตัวแบบลูกผีลูกคนและชั่วคราวก็ว่าได้
เพราะถึงขณะนี้ยังไม่มีปัจจัยใดที่ยืนยันว่าเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวแข็งแกร่งและจะไม่ปักหัวลงมาอีก
นั่นเพราะเมื่อพินิจพิเคราะห์เศรษฐกิจหลักๆ ของโลกก็ต้องบอกว่า เหมือนคนป่วยที่นอนซมอยู่บนเตียง ไม่ได้กลับมาเดินหรือวิ่งปร๋อได้เช่นในภาวะปกติ
ขณะที่เศรษฐกิจไทยก็ไม่ต่างกับคนป่วยในห้องไอซียูก็ว่าได้
เศรษฐกิจสหรัฐที่กลับมากระชุ่มกระชวยในช่วง 12 ไตรมาสแล้ว ก็เป็นผลมาจากมาตรการปั๊มเงินเข้าระบบจำนวนมหาศาลของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีการคาดการณ์ว่าตั้งแต่ปี 2552 ถึงปัจจุบัน เฟดพิมพ์แบงก์อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบไม่ต่ำกว่า 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จนกระทั่งเกิดภาวะเงินท่วมโลก เม็ดเงินจำนวนไม่น้อยวิ่งเข้าไปเก็งกำไรในตลาดเกิดใหม่และสร้างความปั่นป่วนให้ตลาดเงินและตลาดทุนทั่วทุกมุมโลก
แน่นอนว่า เงินสดที่สหรัฐพิมพ์ขึ้นมาแจกจ่ายในระบบเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน และการกำหนดอัตราดอกเบี้ยใกล้ 0% ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐคึกคัก ทั้งการเพิ่มขึ้นของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ การเพิ่มขึ้นของมูลค่าสินทรัพย์ อัตราการว่างงานที่ลดลง และการเพิ่มกำลังการผลิตของเอกชนเพื่อรองรับการบริโภคภายในที่เพิ่มขึ้น
แต่ทันทีที่เฟดลดหรือชะลอมาตรการคิวอี หรือเพิ่มอัตราดอกเบี้ย ภาวะราคาสินทรัพย์ที่อยู่ในภาวะเฟื่องฟูจากดีมานด์เทียมก็จะเข้าสู่ความเป็นจริง เศรษฐกิจที่ฟูเฟื่องจะแฟบลงได้ในพริบตาก็เป็นได้
อย่างล่าสุดเฟดตัดสินใจไม่ลดคิวอีเพราะมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่แข็งแรง หากลดคิวอี ผลที่ตามมาคือ เศรษฐกิจสหรัฐจะฟุบลงตามเดิม
เพราะเป็นที่รับรู้ว่า สหรัฐยังคงเผชิญกับปัญหาเรื้อรังในระบบเศรษฐกิจไม่ต่างจากเมื่อปี 2551 และยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เช่น อัตราหนี้สินครัวเรือนและหนี้ส่วนบุคคลที่ยังสูงลิบลิ่ว การขาดดุลเรื้อรังของสหรัฐทั้งการขาดดุลงบประมาณและดุลการค้า
ล่าสุด ปัญหาการขยายปรับเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐ ซึ่งสภาคองเกรสและประธานาธิบดี บารัก โอบามา ยังหาข้อตกลงไม่ได้ และนั่นจะทำให้สหรัฐมีความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้
ปัจจัยเหล่านี้ยังคงมีผลบั่นทอนความน่าเชื่อและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐต่อไป
ครั้นจะพึ่งเศรษฐกิจยุโรปที่มีสัญญาณการฟื้นตัวดีขึ้น แต่โดยรวมก็ยังไม่สร่างจากพิษหนี้สินก้อนโตของรัฐบาลในกลุ่มยูโรโซน เช่น อิตาลี สเปน และกรีซ ตลอดจนยักษ์ยุโรปอย่างฝรั่งเศสและโปรตุเกส
ภาพเศรษฐกิจยุโรปออกมาดูดีในขณะนี้เป็นปัจจัยฤดูกาล แต่ที่สุดแล้วเศรษฐกิจทั้งยุโรปยังต้องพึ่งพาเศรษฐกิจพี่ใหญ่อย่างเยอรมนีเหมือนเดิม และทันทีที่เยอรมนีอุ้มไม่ไหว เศรษฐกิจยุโรปจะทรุดลงทันตา
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เศรษฐกิจยูโรโซนยังต้องได้รับการเยียวยา เพื่อความเป็นเอกภาพของยูโรโซน ท่ามกลางปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจยูโรโซนที่มีความเหลื่อมล้ำกันอย่างสูง แต่มีการผูกติดในการใช้เงินสกุลเดียวกัน และยังไม่ได้มีการแก้ไขจนบัดนี้ ขณะเดียวกัน ปัญหาการเมืองในอิตาลียังมีผลให้การแก้ปัญหาในกลุ่มประเทศยูโรโซนมีข้อจำกัดเพิ่มขึ้น
เมื่อปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจยุโรปยังคงคาราคาซังอยู่อย่างนี้ ก็อย่าหวังสูงว่าเศรษฐกิจยุโรปจะแข็งแกร่งในระยะยาวและกลับมาเป็นที่พึ่งของเศรษฐกิจโลกได้
หันมาดูเศรษฐกิจจีนที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก เศรษฐกิจคู่ค้าของจีน เช่น ยุโรป สหรัฐ ที่ดีขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้มีการกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจของจีนที่ซบเซามากว่าครึ่งปีให้กลับมาดูดีอีกครั้ง แต่นักวิเคราะห์ประเมินว่าปีนี้เศรษฐกิจจีนจะขยายตัวที่ 7% จากที่เคยขยายตัว 2 หลักต่อเนื่องกันเกือบ 2 ทศวรรษ
ซ้ำร้ายโครงสร้างระบบการเงินของจีนยังคงเป็นตัวถ่วงที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจ ที่ชัดเจนที่สุดเห็นจะเป็นกรณีที่การขยายตัวของการลงทุนในจีนมีข้อจำกัด เนื่องจากมาตรการควบคุมสินเชื่อเพื่อลดแรงกดดันจากปัญหาเสถียรภาพในระบบสถาบันการเงิน
เมื่อมองไปที่เศรษฐกิจญี่ปุ่น ซึ่งขยายตัวได้ดีเกินคาดจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ 2.27 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และตั้งใจอัดฉีดเงินเข้าระบบ 67 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี เพื่อยุติภาระเงินฝืด
แต่ก็มีปัญหาที่ญี่ปุ่นแก้ไม่ตก คือ หนี้ของรัฐบาลที่สูงถึง 230% ของจีดีพี ขณะที่โครงสร้างสังคมคนแก่ในญี่ปุ่นทำให้การกระตุ้นเงินเฟ้อจะไม่ได้ผลมากนัก
ยิ่งเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่าง อินเดีย อินโดนีเซีย บราซิล และรัสเซีย คงจะเป็นที่หวังมากไม่ได้ เพราะในห้วงความผันผวนของเศรษฐกิจทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเศรษฐกิจเกิดใหม่ไม่ใช่ความหวังใหม่ของเศรษฐกิจโลก
ย้อนมาพินิจพิเคราะห์เศรษฐกิจไทยกันบ้าง ก็จะพบว่าสถานการณ์ไม่ต่างกัน เศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออก 6070% ของจีดีพียังอยู่บนความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าตัวเลขส่งออกเดือน ส.ค. จะขยายตัว 4% แต่การส่งออก 8 เดือนแรกขยายตัวเพียง 1% และมีการคาดหมายว่าทั้งปีการส่งออกจะโตไม่ถึง 4% จากปกติขยายตัวได้ 815%
ขณะที่สภาพัฒน์เองได้บรรจุความเสี่ยงว่าการส่งออกที่โตไม่ถึง 5% ตามที่สภาพัฒน์คาดการณ์ไว้ ผสมปัจจัยงบปี 2557 เบิกจ่ายล่าช้า และสถานการณ์น้ำท่วม จะทำให้การส่งออกหลุดกรอบ 3.84.3%
ที่สำคัญ เมื่อไปพิจารณาการส่งออกสินค้ารายตัวที่เพิ่มขึ้น จะพบว่าปริมาณการส่งออกไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนัก แต่ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าคือมูลค่าในรูปเงินบาท ซึ่งเป็นผลจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงนั่นเอง
นอกจากนี้ สินค้าเกษตรของไทย ทั้งข้าว ยางพารา ข้าวโพด มันสำปะหลัง กำลังอยู่ในภาวะตกต่ำในเรื่องของราคาจนเกิดม็อบไปทั้งเมือง
อย่างไรก็ตาม แม้เครื่องยนต์ตัวเดียวที่ยังคงติดเครื่องเต็มที่อย่างภาคการท่องเที่ยว แต่ไม่มีทางที่การท่องเที่ยวเพียงขาเดียวจะขับดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่ง กระทั่งแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำและอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ระดับ 2.5% จะสนับสนุนให้เกิดการบริโภคในประเทศ
ในขณะที่เครื่องยนต์ 3 เครื่อง ทั้งกำลังซื้อในประเทศ การลงทุนภาคเอกชน และการส่งออกทำงานไม่เต็มที่ การลงทุนของภาครัฐที่น่าจะเป็นหัวรถจักรหลักในการลากถูเศรษฐกิจให้เดินหน้ากลับพังไม่เป็นท่า
การลงทุนน้ำ 3 แสนล้านบาท ติดหล่ม เงินก้อนโตที่วาดหวังว่าจะมาจากการลงทุน 2 ล้านล้านบาท ก็หัวทิ่มหัวตำ ซ้ำร้ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ที่ควรจะคลอดออกมาก็ทำไม่ได้
นโยบายรับจำนำข้าวเปลือกได้สูบเงินจากกระเป๋ารัฐบาลไปอย่างสิ้นเปลือง เมื่อยามที่เศรษฐกิจมีภัย จะมีเงินจากแหล่งใดมาเยียวยา
เศรษฐกิจไทยตอนนี้จึงไม่น่าไว้วางใจ มองไปทางไหนก็ยังหาทางออกไม่เจอ
เลิกหลงคารมกับคำพูดอันเลิศหรูว่า เศรษฐกิจไทยฟื้นกันได้แล้ว
หันมารับความจริงและหาทางรับมือกันตั้งแต่วันนี้ยังไม่สาย







