posttoday
การลงทุนโรงแยกก๊าซโรงที่ 7 ของ ปตท.

การลงทุนโรงแยกก๊าซโรงที่ 7 ของ ปตท.

02 ตุลาคม 2556

ข้อกล่าวหาหนึ่งที่ทางฝ่ายผู้คัดค้านการปรับราคาก๊าซแอลพีจี ยกขึ้นมากล่าวอ้างก็คือ การที่ประเทศไทยต้องนำเข้าก๊าซแอลพีจีเป็นจำนวนมากนั้น เป็นเพราะการดำเนินการสร้างโรงแยกก๊าซล่าช้า โดยเฉพาะโรงแยกก๊าซโรงที่ 7 ซึ่งอยู่ในแผนการลงทุนของ ปตท. แต่ได้มีการชะลอโครงการออกไป จนทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ เพราะโรงแยกก๊าซที่มีอยู่ 6 โรง ได้ใช้งานอย่างเต็มกำลังการผลิตแล้ว จึงต้องปล่อยให้นำก๊าซธรรมชาติในส่วนที่ไม่ได้ผ่านโรงแยกก๊าซ ส่งไปเผาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าโดยตรง และต้องนำเข้าก๊าซแอลพีจีจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก นับเป็นการสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

ข้อกล่าวหาหนึ่งที่ทางฝ่ายผู้คัดค้านการปรับราคาก๊าซแอลพีจี ยกขึ้นมากล่าวอ้างก็คือ การที่ประเทศไทยต้องนำเข้าก๊าซแอลพีจีเป็นจำนวนมากนั้น เป็นเพราะการดำเนินการสร้างโรงแยกก๊าซล่าช้า โดยเฉพาะโรงแยกก๊าซโรงที่ 7 ซึ่งอยู่ในแผนการลงทุนของ ปตท. แต่ได้มีการชะลอโครงการออกไป จนทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ เพราะโรงแยกก๊าซที่มีอยู่ 6 โรง ได้ใช้งานอย่างเต็มกำลังการผลิตแล้ว จึงต้องปล่อยให้นำก๊าซธรรมชาติในส่วนที่ไม่ได้ผ่านโรงแยกก๊าซ ส่งไปเผาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าโดยตรง และต้องนำเข้าก๊าซแอลพีจีจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก นับเป็นการสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

ประเด็นนี้ถ้ามองในแง่ของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศแล้ว ก็น่าสงสัยว่าทำไม ปตท.ไม่เร่งสร้างโรงแยกก๊าซโรงที่ 7 โดยเร็ว เพราะเป็นผลประโยชน์ทั้งในเชิงธุรกิจและผลประโยชน์ของรัฐด้วย

แต่การลงทุนในระดับหลายหมื่นล้านบาท และเป็นการลงทุนระยะยาวของบริษัทมหาชนซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นรายย่อยนั้น คงต้องมองปัจจัยอื่นๆ ในระยะยาวประกอบด้วย จึงมีประเด็นที่ต้องนำมาพิจารณาดังต่อไปนี้

1.ปริมาณก๊าซที่เหลือจากการป้อนเข้าโรงแยกก๊าซทั้งหกโรง และส่งตรงเข้าระบบท่อโดยตรง หรือที่เรียกว่า Bypass Gas นั้น ลดลงโดยตลอด

ตามตัวเลขของปี 2555 เราผลิตก๊าซธรรมชาติได้ในปริมาณ 3,600 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน ส่งเข้าโรงแยกก๊าซ 2,540 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน ส่งตรงเข้าระบบท่อ 1,050 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน

ปี 2556 ปริมาณก๊าซที่ส่งเข้าโรงแยกก๊าซเพิ่มขึ้นเป็น 3,000 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน ทำให้ปริมาณ Bypass Gas ลดลงเหลือเพียง 600 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน

ถ้าจะนำก๊าซจำนวนนี้ป้อนเข้าระบบท่อ ก็ไม่ใช่ว่าจะได้ก๊าซที่มีมูลค่าสูงออกมาทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่เกือบ 80% จะเป็นก๊าซมีเทน ซึ่งใช้เป็นเชื้อเพลิงได้อย่างเดียว คงมีเพียง 20% เท่านั้น ที่แยกออกมาเป็นก๊าซอีเทน โพรเพน บิวเทน และแอลพีจี ซึ่งมีมูลค่าสูงขึ้น

ดังนั้น จากปริมาณ Bypass Gas ที่เหลืออยู่ในปัจุบัน 600 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน เราก็จะแยกออกมาเป็นก๊าซมูลค่าสูงได้เพียง 120 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน เท่านั้น ซึ่งในจำนวนนี้ก็ไม่ใช่ก๊าซแอลพีจีทั้งหมดอย่างที่เข้าใจกันแต่อย่างใด

2.นอกจากปริมาณก๊าซที่ได้จากโรงแยกก๊าซใหม่จะไม่มากแล้ว ยังมีการคาดการณ์ว่าปริมาณก๊าซที่ผลิตได้จากอ่าวไทยจะลดลงไปเรื่อยๆ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 เป็นต้นไป โดยจะลดลงจากระดับ 3,600 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน ในปัจจุบัน จนเหลือระดับ 3,000 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน ในปี พ.ศ. 2561 (ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่ป้อนเข้าโรงแยกก๊าซอยู่ในปัจจุบัน) และจะลดลงไปเรื่อยๆ จนต่ำกว่าระดับ 1,000 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน ในปี พ.ศ. 2567 หรืออีกเพียง 10 ปีนับจากนี้ไป (ดูตารางประกอบ)

ถ้ามีการลงทุนสร้างโรงแยกก๊าซโรงที่ 7 กว่าโรงแยกก๊าซใหม่จะสร้างเสร็จ (ซึ่งต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี รวมทำ EIA) ในปี พ.ศ. 2561 ก็จะมีก๊าซไม่เพียงพอที่จะป้อนเข้าโรงแยกก๊าซที่สร้างขึ้นมาใหม่ และหลังจากนั้นปริมาณก๊าซในอ่าวไทยก็จะลดลงไปเรื่อยๆ

3.สัมปทานการขุดเจาะ สำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยของผู้รับสัมปทานกำลังจะหมดอายุลงภายในอีก 8 ปีข้างหน้า และไม่สามารถต่ออายุสัมปทานได้อีก ต้องมีการเปิดประมูลใหม่เท่านั้น ซึ่งภายใต้สถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง ทั้งในเรื่องปริมาณสำรองก๊าซที่ลดน้อยลง และเงื่อนไขของการขอรับสัมปทานใหม่และการจ่ายค่าตอบแทน ตลอดจนการกดดันจากภาคประชาสังคมในเรื่องของการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 และการเรียกร้องให้มีการทบทวนการแบ่งปันผลตอบแทนการให้สัมปทานปิโตรเลียมให้สูงขึ้น ทำให้การลงทุนใหม่ๆ ในธุรกิจพลังงานต้นน้ำเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงเป็นอย่างมาก

4.การที่รัฐบาลยังคงกำหนดราคาก๊าซแอลพีจีหน้าโรงแยกก๊าซไว้ที่ 333 เหรียญสหรัฐ/ตัน (ทั้งๆ ที่ได้มีการค่อยๆ ปรับราคาขายปลีกแอลพีจีภาคครัวเรือนขึ้นมาแล้วก็ตาม) ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาต้นทุนของโรงแยกก๊าซ ซึ่งอยู่ที่ 550 เหรียญสหรัฐ/ตัน ทำให้ผู้ประกอบการไม่มีแรงจูงใจที่จะลงทุนในโครงการโรงแยกก๊าซโรงที่ 7 เพราะเห็นตัวเลขชัดเจนว่าขาดทุนแน่นอน

ประกอบกับขณะนี้ราคาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่ปากหลุม (Well Head) ซึ่งถูกผูกสูตรราคาซื้อขายเอาไว้ โดยอิงกับราคาน้ำมันเตาย้อนหลัง 6 เดือน และอัตราเงินเฟ้อก็เพิ่มสูงขึ้นมาก แม้กระทั่งราคาใน Pool 1 ซึ่งเป็นราคาที่ถูกที่สุด ยังมีราคาแพงกว่าก๊าซ LNG ที่นำเข้าเสียอีก จึงยิ่งเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่จะมีการลงทุนสร้างโรงแยกก๊าซใหม่ขึ้นมาในขณะนี้

จากประเด็นที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่าการลงทุนสร้างโรงแยกก๊าซโรงที่ 7 ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนสูงระหว่าง 10,00020,000 ล้านบาท (ขึ้นอยู่กับขนาดของโรงแยกก๊าซ) นั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของการมีก๊าซมากแล้วไม่ได้นำมาใช้ให้คุ้มค่าอย่างที่พูดๆ กันในสื่อสังคม หรือ Social Media เท่านั้น

แต่ยังเกี่ยวพันกับนโยบายปิโตรเลียมในภาพรวมทั้งหมด โดยเฉพาะในเรื่องของการต่ออายุสัมปทานปิโตรเลียมที่มีอยู่แล้ว และการเปิดสัมปทานในแหล่งใหม่ ว่าจะดำเนินการอย่างไร มีเงื่อนไขอย่างไร กำหนดวิธีการอย่างไรให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนได้เสีย (Stake Holders) เข้ามามีส่วนร่วม และดำเนินการอย่างไม่ชักช้า เพราะระยะเวลาก่อนหมดอายุสัมปทานเหลืออยู่ไม่นานแล้ว

สิ่งที่ต้องระวังก็คือ ต้องให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่นมากที่สุด ไม่ให้เกิดการสะดุดหรือขาดตอนของการจัดหาหรือจัดส่งปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติจากผู้รับสัมปทานรายเดิมไปยังผู้รับสัมปทานรายใหม่ ซึ่งจะเป็นขั้นตอนที่มีความยุ่งยากและท้าทายมากที่สุด

ซึ่งเท่าที่ทราบ ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนใดๆ ในเรื่องนี้จากกระทรวงพลังงาน และยังไม่มีข้อเสนอแนะหรือการริเริ่มใดๆ จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเริ่มกันได้แล้วนะครับ

เพราะระยะเวลาที่เหลืออยู่ 8 ปี ไม่มากเลยนะครับ สำหรับเรื่องใหญ่ๆ ที่มีคนคอยจ้องจับดูตาไม่กะพริบแบบนี้!!!

ข่าวล่าสุด

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง