
อย่าเติมเชื้อไฟ
มีความเป็นไปได้อย่างสูงที่เสียงข้างมากที่ประชุมรัฐสภาในวันที่ 28 ก.ย. จะลงมติวาระ 3 ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ
มีความเป็นไปได้อย่างสูงที่เสียงข้างมากที่ประชุมรัฐสภาในวันที่ 28 ก.ย. จะลงมติวาระ 3 ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
หากเป็นไปตามนี้ รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีจะต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ภายใน 20 วัน
แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหามีว่า ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติ 5 ต่อ 1 เสียง รับคำร้องที่ขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา 68 วรรคสอง ของนายสาย กังกเวคิน สว.ระยอง กับคณะ และคำร้องของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และคณะ รัฐบาลก็ควรนำประเด็นนี้ไปพิจารณาดำเนินการอย่างรอบคอบและด้วยความระมัดระวัง
รัฐบาลไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะสร้างเงื่อนไขขึ้นใหม่หรือโยนฟืนเติมเชื้อไฟความขัดแย้งให้ขยายเพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น ด้วยการเดินหน้ายื่นทูลเกล้าฯ ถวายร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในลักษณะโยนปัญหาออกจากตัว โดยปฏิเสธความรับผิดชอบต่อผลพวงที่อาจจะตามมา
การเมืองในเวลานี้มีความเปราะบางมากอยู่แล้ว แต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายต่างพร้อมจะคัดง้างกันและพร้อมจะแตกหักกันตลอดเวลา ดังนั้นในฐานะฝ่ายบริหาร รัฐบาลจำต้องพิจารณาโดยยึดผลประโยชน์ของประเทศโดยรวม ไม่ดันทุรังเพียงเพื่อตอบสนองประโยชน์ของพรรคเพื่อไทยเป็นด้านหลัก
ทั้งนี้ เพราะที่ผ่านมาไม่ว่านักการเมืองฝ่ายค้าน นักวิชาการ และภาคส่วนอื่นในสังคมก็ได้สะท้อนไปในทิศทางเดียวกันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญหาได้เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนของประเทศ
แต่เสียงข้างมากก็ลากถูนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญในที่สุด และประเด็นที่สังคมเคลือบแคลงสงสัยก็ถูกบรรจุเนื้อหาในการแก้ไขเป็นไปในลักษณะตอบสนองประโยชน์ของกลุ่มการเมืองเพียงไม่กี่ตระกูล ประชาชนผู้มีสิทธิมีเสียงหาได้ประโยชน์จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้
นอกจากนี้แล้ว ข้ออ้างประชาธิปไตยในบทบัญญัติใหม่ยังเอื้อให้นักเลือกตั้งสามารถใช้อำนาจทุนครอบงำการเมืองไปสู่เผด็จการเสียงข้างมากเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ดี เมื่อผ่านมาถึงขั้นตอนนี้รัฐบาลจึงไม่ควรหลับหูหลับตาโดยปฏิเสธความรับผิดชอบ เพราะอย่างน้อยยังสามารถรอการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือหาวิธีการอื่นใดไม่ให้กระเทือนเบื้องพระยุคลบาท
การดำเนินการใดๆ ณ เวลานี้ คณะรัฐบาลจำต้องแสวงหาหนทางให้บ้านเมืองมีทางออก ช่วยกันค้นหาวิธีการที่เกื้อหนุนให้สามารถประคับประคองสถานการณ์บ้านเมืองให้เดินหน้าต่อไปได้
ไม่ว่าฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติจึงไม่ควรเร่งดำเนินการใดๆ ให้การเมืองถอยไปสู่ทางตันและล่อแหลม หากปล่อยไปถึงจุดนั้นสังคมเราอาจเผชิญหน้ากันง่ายขึ้น และท้ายที่สุดพวกเราทั้งหลายต้องมาแบกรับบาดแผลจากการแย่งชิงอำนาจกันไม่สิ้นสุด







