
ส่งออกทรุดเงินหมุนในระบบชะงัก
การประชุมทูตพาณิชย์ 62 ประเทศ ที่มีนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ นั่งหัวโต๊ะ เมื่อวันวาน
โดย...จตุพล สันตะกิจ
การประชุมทูตพาณิชย์ 62 ประเทศ ที่มีนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ นั่งหัวโต๊ะ เมื่อวันวาน มีการประเมินว่าตัวเลขการส่งออกปีนี้จะขยายตัวไม่ได้ตามเป้าหมายที่ 77.5% เสียแล้ว
เพราะที่ประชุมทูตพาณิชย์มีการประเมินว่าการส่งออกจะเติบโตได้เพียง 4% เรียกว่าแม้การส่งออกจะไม่หดตัว แต่เป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของไทยที่พึ่งพาการส่งออกในสัดส่วน 6070%
ซึ่งนั่นเป็นตัวบอกว่าอาการเศรษฐกิจไทยน่าเป็นห่วง
ต้องไม่ลืมว่าประเทศนี้มีสินค้าหลักในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ ทั้งการลงทุน การจ้างงาน การสร้างกำลังซื้อในประเทศล้วนมาจากการส่งออกจำนวนมหาศาล
เมื่อการส่งออกหดตัวลงมาเช่นนี้ กำลังซื้อ การลงทุนย่อมชะงักงันตามไปด้วย
“เป้าหมายการส่งออกปีนี้ยังต้องรอสรุปหลังหารือกับเอกชนช่วงปลายเดือน ต.ค. แต่เบื้องต้นคาดว่าการส่งออกจะขยายตัวได้ประมาณ 4% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายเดิมที่เคยประเมินไว้ 77.5% เพราะ 8 เดือนแรก การส่งออกขยายตัวเพียง 1% เท่านั้น เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว” นิวัฒน์ธำรง บอก
อย่างไรก็ดี แม้ตัวเลขส่งออกจะเติบโตได้เพียง 4% จะไม่ใช่สิ่งที่เกินความคาดหมาย เพราะภาคเอกชนได้ส่งสัญญาณมาตั้งแต่ช่วงกลางปีว่า การส่งออกจะขยายตัวได้ 34% เท่านั้น เพราะคำสั่งซื้อจากต่างประเทศลดลงอย่างหนัก ส่วนไตรมาส 3 และ 4 แม้การส่งออกมีแนวโน้มดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลัก เช่น สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน
แต่ตัวเลขการส่งออกก็ไม่น่าจะกระเตื้องขึ้นจนอยู่ในระดับที่น่าพอใจนัก
นั่นเพราะการส่งออกไทยก็ยังเผชิญคลื่นลมที่ถาโถมจากการ “แกว่งค่าเงิน” ที่บางวันทำให้ค่าเงินขึ้นลงเฉลี่ย 70 สตางค์ต่อเหรียญสหรัฐ
ผลพวงที่ตามมา คือ ในขณะที่กำลังซื้อในตลาดโลกจะฟื้นตัวดีขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่ผู้ส่งออกไทยกลับไม่สามารถเข้าถึงโอกาสที่จะได้รับคำสั่งซื้อได้อย่างเต็มที่ เพราะค่าเงินที่ผันผวนหนัก ทำให้ผู้ส่งออกและผู้ซื้อสินค้าต่างประเทศไม่กล้าโควตราคาซื้อขายสินค้า เนื่องจากเกรงว่าจะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน
แม้ว่าปัญหาค่าเงินผันผวนจะสร้างความหนักใจให้ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ ไม่น้อย จากความไม่ชัดเจนของธนาคารกลางสหรัฐในการชะลอมาตรการคิวอีหรือไม่ ได้ทำให้ค่าเงินสวิงได้ทั้งอ่อนค่าและแข็งค่า แบงก์ชาติทำได้เพียงเตือนเอกชนให้ทำประกันความเสี่ยงค่าเงินล่วงหน้า และแทรกแซงค่าเงินบ้างเป็นบางคราว
ทว่า หากพิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาคที่จะได้รับผลกระทบจากการส่งออกนั้น ก็ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ ในช่วงต้นวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์และวิกฤตสถาบันการเงินโลกปี 2552 ที่การส่งออกไตรมาสแรกปี 2552 หดตัว 19.9% ทำให้อัตราการว่างงานของไทยเพิ่มขึ้นสูงสุดในประวัติศาสตร์ เพราะโรงงานหยุดการผลิต เนื่องจากคำสั่งซื้อทั่วโลกชะลอตัวอย่างหนัก เศรษฐกิจหลักของโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยแรง และทำให้ไตรมาสแรกปีนั้น เศรษฐกิจไทยหดตัว 7.1%
และแม้ว่าสถานการณ์ส่งออกไทยขณะนี้จะไม่เลวร้ายเหมือนปี 2552-2553 แต่ผลกระทบทำให้กำลังซื้อในประเทศชะลอตัว แต่ตัวเลขไม่ทรุดลงฮวบฮวบจนน่าตกใจเหมือนในอดีต เพราะรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลมาเสริม
โดยเฉพาะไตรมาส 2 ปีนี้ ที่การส่งออกหดตัว 1.9% และนั่นส่งผลให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนขยายตัวได้เพียง 2.4% แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าการใช้จ่ายครัวเรือนที่ยังขยายตัวอยู่นั้น
ปัจจัยหลักเป็นผลจากการกระตุ้นกำลังซื้อเทียมที่มาจากแรงส่งของมาตรการรถยนต์คันแรก ตลอดจนการกระตุ้นการก่อหนี้ภาครัฐและครัวเรือนอย่างก้าวกระโดด ขณะที่การปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท และโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรราคาสูงยังส่งผลต่อเนื่องให้ครัวเรือนมีรายรับเพิ่มขึ้นท่ามกลางค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน
“การส่งออกที่ดีขึ้น จะทำให้กำลังซื้อในประเทศเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะแรงงานที่อยู่ในภาคส่งออกจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็จะมีการใช้สอยเพิ่มขึ้น แต่ตัวเลขเศรษฐกิจจะดีขึ้นเท่าไหร่ยังบอกไม่ได้ ขอดูตัวเลขไตรมาส 3 ก่อน” อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุ
ยกตัวอย่างปี 2555 การส่งออกในเหรียญสหรัฐมีจำนวน 2.29 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือขยายตัว 2.99% เทียบกับปีที่แล้ว แต่มูลค่าส่งออกในรูปเงินบาท พบว่า มีมูลค่า 7.08 ล้านล้านบาท ขยายตัว 5.58% เทียบกับปีที่แล้ว คิดเป็น 62.6% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปี 2555 ที่มีมูลค่า 11.3 ล้านล้านบาท
หากปี 2556 ตัวเลขการส่งออกหายไป 2% หรือ 3% จากที่คาดการณ์ไว้ย่อมส่งผลต่ออัตราการขยายตัวเศรษฐกิจในภาพรวม โดยเฉพาะการหดหายไปของกำลังซื้อในประเทศไปด้วย
กล่าวคือ หากปี 2556 ที่มีการคาดว่าการส่งออกในรูปเหรียญสหรัฐขยายตัวได้ 7% ก็คิดเป็น 2.45 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แต่หากการส่งออกขยายตัวเพียง 4% มูลค่าส่งออกจะอยู่ที่ 2.38 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้น เม็ดเงินที่คาดว่าจะหายไปจากระบบสูงถึงเกือบ 7 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2.1-2.8 แสนล้านบาท
แต่หากการส่งออกขยายตัวเพียง 3% มูลค่าส่งออกจะอยู่ที่ 2.35 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เงินที่หายไปจากระบบจะไม่น้อยกว่า 3 แสนล้านบาท เป็นอย่างต่ำ และเมื่อนับรอบการหมุนของเงินในระบบที่มีมัลติพลายเออร์ 23 รอบ เท่ากับเงินที่หายไปจากระบบจะสูงถึง 9 แสนล้านบาท
แต่ในความเป็นจริงรอบการหมุนของเงินในสภาวะปกติจะสูงถึง 7-10 รอบ ลองประเมินดูว่าเม็ดเงินที่หมุนใช้ในระบบจะหดหายไปจำนวนเท่าใด
ขณะเดียวกัน การหดตัวของภาคการส่งออกยังส่งผลต่อการลงทุนของเอกชน เพราะหากกำลังซื้อในประเทศไม่เพิ่มขึ้นมากนัก และการส่งออกสินค้าไปสู่ตลาดโลกไม่เอื้ออำนวย เอกชนจะตัดสินชะลอการลงทุนเป็นอันดับแรก
หากสถานการณ์ส่งออกยังคงทรุดหนักต่อเนื่อง สิ่งที่ตามมาคือ การชะลอการจ้างงาน ตลอดจนมีการปลดคนงาน ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมกำลังซื้อในประเทศให้หดตัวลงอีก และส่งผลให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลง
นั่นทำให้สถานการณ์การลงทุนในช่วงที่ผ่านมาจะพบว่า แม้ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อนุมัติในปี 2554-2555 เป็นยอดวงเงินเฉลี่ย 89 แสนล้านบาทต่อปี มีการลงทุนจริงไม่ถึง 40% สอดคล้องกับตัวเลขการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรกที่ชะลอตัวลง
ล่าสุด สศช.จัดทำประมาณการเศรษฐกิจครั้งล่าสุด พบว่า ปี 2556 ซึ่ง สศช.คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 3.84.3% นั้น ส่วนหลักมาจากการประเมินว่าการส่งออกจะขยายตัวที่ 5% และหากการส่งออกขยายตัวเพียง 4% หรือน้อยกว่า ก็มีหวังว่าการขยายตัวเศรษฐกิจที่ต่ำกว่า 4% มีโอกาสเป็นไปได้สูง
เศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพจะมีผลทำให้แรงงานใหม่ที่จะเข้าสู่ระบบ และแรงงานที่ต้องการย้ายงานมีโอกาสหางานทำยากยิ่งขึ้น
ไม่ต้องพูดถึงบรรดาเกษตรกรทั่วประเทศที่ปลูกพืชผลทางการเกษตรร่วม 20 ล้านคน ที่อาจต้องเผชิญภาวะเงินในมือหายจากการขายสินค้าที่ลดลงตามปริมาณการส่งออกที่ลดลง
กำลังซื้อในมือของคนเหล่านี้ย่อมอัตคัดขัดสนตามไปด้วย
นี่เป็นผลพวงจากการส่งออกที่หดหายไป







