
ความอ่อนแอของครัวเรือนไทย
เรารู้มานานพอควรแล้วว่าในภาคอีสานและภาคเหนือ ครัวเรือนที่ผู้สูงอายุอยู่กันเองกับเด็กมีสูงมาก เพราะพ่อแม่ของเด็ก ถ้าไม่หย่าร้างกัน ก็ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือทั้งสองฝ่าย ต่างทิ้งชนบท (และลูก) เข้าเมืองไปรับจ้าง ปล่อยลูกไว้กับปู่ย่าตายาย หรือลุงป้าน้าอา ที่ไม่มีแรงไปรับจ้างในเมือง
เรารู้มานานพอควรแล้วว่าในภาคอีสานและภาคเหนือ ครัวเรือนที่ผู้สูงอายุอยู่กันเองกับเด็กมีสูงมาก เพราะพ่อแม่ของเด็ก ถ้าไม่หย่าร้างกัน ก็ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือทั้งสองฝ่าย ต่างทิ้งชนบท (และลูก) เข้าเมืองไปรับจ้าง ปล่อยลูกไว้กับปู่ย่าตายาย หรือลุงป้าน้าอา ที่ไม่มีแรงไปรับจ้างในเมือง
อัตรานี้ยังสูงขึ้นเรื่อยๆ แม้ในกรณีพ่อแม่ที่ต่อมากลายเป็นลูกจ้างตกงาน ซึ่งแทนที่จะได้กลับบ้านไปอยู่กับลูก แต่สภาพเศรษฐกิจที่บีบรัด ทำให้ลูกจ้างที่ตกงานต้องมีภาระผ่อนมือถือ ผ่อนมอเตอร์ไซค์ ผ่อนของใช้ ผ่อนหนี้อีกจิปาถะ เฉลี่ยคนละแสน
พ่อหรือแม่เหล่านั้น จึงต้องก้มหน้าก้มตาหางานในเมือง เพื่อจะมีรายได้มาผ่อนภาระเฉพาะหน้าของตัวต่อไป ชนบทวันนี้จึงเงียบลงๆ แม้อัตราการย้ายออกจากครัวเรือนในชนบทจะลดลงเหลือเพียง 1.5% แล้วใน พ.ศ. 2552 ก็ตาม
อนึ่ง 10 ปีมานี้ เด็กไทยเกิดน้อยลงอย่างมาก โรงเรียนขนาดเล็กก็เงียบลง ในภาคอีสานครัวเรือนผู้สูงอายุอยู่คนเดียวเพิ่มมากขึ้นอีก
เด็กวัยประถม คือ อายุไม่เกิน 14 ปี ทั่วประเทศที่เคยเป็นสัดส่วนถึง 30% ของประชากรไทย ใน พ.ศ. 2533 (สมัย พล.อ.ชาติชาย เป็นนายกฯ) บัดนี้ เราเหลือเด็กอายุนี้ประมาณ 20%
ครัวเรือนที่เคยมีเด็กเล็กวิ่งไปวิ่งมาในชุมชนต่างๆ เมื่อก่อนนี้มีถึง 66% แต่เดี๋ยวนี้ครัวเรือนที่ยังมีเด็กๆ วิ่งเข้าออกในฐานะลูกหลานในครอบครัวเหลือแค่ 48% กล่าวคือ ครึ่งหนึ่งของประเทศนี้ อยู่กันไปอย่างไม่มีเด็กในบ้านแล้วล่ะ...!
ครัวเรือนที่มีผู้สูงอายุอยู่ร่วมด้วยในครัวเรือน เคยเป็นสัดส่วนแค่ 17% ของประเทศ บัดนี้ได้เพิ่มขึ้นเป็น 27% ในนี้มีครอบครัวที่ผู้สูงอายุอยู่กันเองตามลำพังกว่า 5.5% และส่วนมากอยู่ที่ภาคอีสาน
ข่าวรันทดหดหู่เกี่ยวกับคนจนสูงวัยที่อยู่ในภาวะยากลำบาก จะมีให้เห็นทางทีวีต่อไปอีกเยอะ...!
ข้อมูลจากงานวิจัยเรื่อง “ชีวิตคนไทยในสองทศวรรษแห่งการพัฒนา” ซึ่งมี ศ.ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด เป็นบรรณาธิการ ชี้ว่า คนสูงอายุที่ได้รับการเยี่ยมเยียนจากลูกหลานที่อยู่นอกครัวเรือนเป็นประจำทุกสัปดาห์นั้น มีเพียง 39%
แปลได้ว่า บ้านก็เหงา ชุมชนก็เงียบลง ไม่มีเด็กเยอะเท่าเก่า ครอบครัวก็อ่อนแรง เพราะคนวัยทำงานได้อยู่กับครอบครัวน้อยลง คนสูงวัยอยู่กันเองหรือไม่ก็อยู่กับเด็กจำนวนมากขึ้น และมีลูกมาเยี่ยมน้อยลง...ครัวเรือนไทยกำลังเปล่าเปลี่ยวมากขึ้นทุกที
สัญญาณที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรได้ขยับ คือ ใน 10 ปีข้างหน้า ท้องถิ่นเทศบาล อบจ.ควรเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ด้านการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มให้มาก ทั้งนักกายภาพบำบัด นักจิตวิทยา รวมทั้งสร้างแผนการสนับสนุนให้คนสูงอายุได้ดูแลกันเอง และพึ่งพาตัวเองให้มากขึ้นเท่าที่จะทำได้ สร้างและดึงดูดการลงทุนในกิจการ สถานพยาบาล และสถานบริบาล ผู้สูงอายุระยะยาว สถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย รวมทั้งพยายามผลักดันให้ผู้สูงอายุและคนทำงาน มีกองทุนเงินออมร่วมกันในท้องถิ่น เพื่อเป็นหลักประกันรายได้ให้ตนเองในบั้นปลายให้มากที่สุด ไม่ปล่อยให้สะสมหนี้ตามกระแสบริโภค
เราทั้งหลายพึงรู้ว่า ในขณะที่ภาคเอกชน ซึ่งเคยเป็นผู้จ้างงานขนาดใหญ่ของประเทศ รัฐบาลเองก็เป็นนายจ้างข้าราชการจำนวนมาก เพราะมีทั้งทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน ครู เจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนสารพัดอย่าง ที่พร่ำพูดถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และต่างพูดถึงการสร้างประสิทธิภาพ ตั้งแต่การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี จัดการระบบโลจิสติกส์ สร้างแบรนด์ แต่ถ้าเราเชื่อว่าพลังในการสร้างสรรค์ชาติ ต้องมาจากทรัพยากรคนและเชื่อว่าพลังชีวิตของคนมาจากพลังในครอบครัว
ก็พออนุมานได้ว่า...ครัวเรือนที่อ่อนแอ...ย่อมฉุดให้ขีดความสามารถของชาติอ่อนลง
วันนี้ วัยทำงานกำลังน้อยลงไปเรื่อยๆ และหายไปแล้วในหลายพื้นที่ คนแก่จะมีชีวิตที่น่าหดหู่ ถ้าไม่ได้รับการส่งเสริมในเชิงระบบซึ่งต้องเร่งสร้าง เด็กเกิดใหม่ก็ไม่ค่อยอบอุ่น ที่โตมาได้ก็มีข้อจำกัดมากทั้งปริมาณและคุณภาพ เป้าหมายสร้างชาติก็คงคาอยู่แต่ในแผน ฝันกันไปแต่ถ้ายังไม่ตื่น ผลดีๆ อะไรก็คงไม่เกิด นอกจากปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม
งานวิจัยชิ้นนี้ จึงกระตุ้นเตือนสติได้ดียิ่งว่าครัวเรือนไทยอ่อนกำลังลดลงจริงๆ แตกต่างจากช่วงก่อนหน้าเมื่อครั้งโชติช่วงชัชวาล 20 ปีที่แล้วไม่ติด การวางเป้าหมายประเทศด้วยนโยบายเศรษฐกิจต่างๆ จึงต้องมีมาตรการที่คำนึงถึงการสร้างความเข้มแข็งของครัวเรือนด้วยเสมอ มิฉะนั้นอาจได้แต่ตัวเลขไหลเวียนของทุน แต่ขาดไร้ชีวิตที่ควรจะได้รับความชุ่มชื่นจากมัน







