posttoday
กู้ 2 ล้านล้าน ป่วนตลาดเงิน

กู้ 2 ล้านล้าน ป่วนตลาดเงิน

23 กันยายน 2556

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ในที่สุด พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ก็ผ่านความเห็นชอบของสภาวาระ 3 ไปตามคาด เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

หลังจากนี้ก็ต้องลุ้นยกต่อไปที่ฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนจะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า การออกกฎหมายพิเศษกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ในส่วนของรัฐบาลได้เดินหน้าเตรียมพร้อมใช้เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เต็มสูบแล้ว โดยก่อนหน้านี้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ได้เดินสายหารือเรื่องกู้เงินกับนายแบงก์เป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนกฎหมายผ่านวาระ 3

ในการหารือกับนายแบงก์ รัฐบาลได้บอกแผนการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาลในช่วง 7 ปี ที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ซึ่งมีการปรับแผนไปจากก่อนหน้านี้ ที่เดิมจะกู้ภายในประเทศทั้งหมด เป็นการกู้ภายในประเทศและนอกประเทศอย่างละครึ่ง

การเปลี่ยนแผนการกู้เงินของรัฐบาล ถือว่ามีนัยอยู่ไม่น้อย จากเดิมที่จะกู้ภายในประเทศ เพื่อให้ประโยชน์ตกอยู่กับผู้ฝากเงินและสถาบันการเงินในประเทศไปเต็มๆ ไม่ต้องเอาผลประโยชน์ไปให้ฝรั่งเสียเปล่า

อย่างไรก็ตาม การกู้ 2 ล้านล้านบาทในประเทศทั้งหมด ย่อมส่งผลกระทบสภาพคล่องในตลาดการเงินในประเทศให้มีปัญหาได้ แม้ว่าสภาพคล่องในตลาดการเงินตอนนี้จะมีเป็นจำนวนมาก แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และคลัง ประเมินว่าสามารถรองรับการกู้เงินของภาคเอกชนและภาครัฐได้เพียง 12 ปีนี้เท่านั้น

สิ่งที่ตามมาคือ หลังจากนั้นสภาพคล่องจะตึงตัว และจะดึงดอกเบี้ยในตลาดให้สูงขึ้น ส่งผลกระทบต้นทุนของภาครัฐสูงขึ้นในการระดมเงิน เป็นภาระงบประมาณในแต่ละปีเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน การที่รัฐบาลกู้ในตลาดมากๆ ยังเป็นการแย่งเงินกู้ของภาคเอกชนที่ต้องกู้ในต้นทุนที่สูง อาจทำให้การลงทุนชะลอและเศรษฐกิจชะงัก ทำให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลตั้งเป้าจะกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ในอีกด้านหนึ่งเป็นการกระตุกเศรษฐกิจให้มีปัญหา

มีการประเมินกันว่า การลงทุนภาคเอกชนต่อจากนี้จะมีการขยายตัวอย่างมาก ทั้งภาคอุตสาหกรรมต่างๆ จากการเปิดประเทศเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี หรือแม้แต่การลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการลงทุนดังกล่าวก็มีการประเมินกันว่าจะทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้นอยู่แล้ว และยังมีรัฐบาลมาแย่งกู้ในตลาดอีก ทำให้ต้นทุนของภาคเอกชนสูงขึ้นมากกว่าที่ประเมินไว้

อย่างไรก็ตาม การกู้ของรัฐบาลไม่ได้มีแค่แผนการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ภายใน 7 ปี ที่เฉลี่ยปีละ 3 แสนล้านบาทเท่านั้น แต่ยังมีการกู้เงินจากก้อนอื่นอีกจำนวนมาก ทั้งจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท บริหารจัดการน้ำ ที่ยังมีการกู้เงินไปแค่ 1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีเงินกู้จากการขาดดุลงบประมาณปี 2557 อีก 3 แสนล้านบาท และปีงบประมาณ 2558 และ 2559 ก็ยังต้องกู้ขาดดุลรวมกันอีกประมาณ 3 แสนล้านบาท ก่อนที่รัฐบาลจะเข้าสู่งบประมาณสมดุลในปี 2560

หลายฝ่ายมีการประเมินกันว่า การทำงบประมาณเข้าสู่สมดุลในปี 2560 เป็นเรื่องยาก เพราะรัฐบาลมีภาระแบกขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวปีละกว่า 1 แสนล้านบาท ที่ต้องตั้งงบประมาณแผ่นดินมาช้า ส่งผลให้การทำงบสมดุลล่าช้าออกไป

ขณะเดียวกัน เงินที่จะมาใช้ในโครงการรับจำนำปี 2556/2557 อีก 2.7 แสนล้านบาท คาดว่าสุดท้ายต้องกู้ใหม่ทั้งหมด แม้ว่ารัฐบาลจะออกมาบอกว่าจะใช้เงินจากการระบายข้าวก็ตาม เพราะในความเป็นจริงรัฐบาลตั้งวงเงินใช้รับจำนำไม่เกิน 5 แสนล้านบาท แต่ใช้จริงไปแล้ว 6.7 แสนล้านบาท โดยส่วนที่เกินใช้เงินสำรองจ่ายจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ไปก่อน ซึ่งลำพังระบายข้าวมาใช้ส่วนที่ใช้เกิน 1.7 แสนล้านบาท ให้ ธ.ก.ส.ก็หืดจับแล้ว การจะระบายข้าวมาใช้รับจำนำรอบใหม่จึงมองไม่เห็นทาง

ซึ่งการกู้เงินรับจำนำเป็นตัวสำคัญในการดึงสภาพคล่องในตลาดเงินอย่างมาก หากรัฐบาลต้องกู้รอบใหม่อีกจะทำให้ยอดการกู้เพื่อใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเพียงไม่กี่ปีแตะระดับถึง1 ล้านล้านบาท

การกู้เงินของรัฐบาลจากทุกสารทิศ ทำให้สภาพคล่องในตลาดการเงินในประเทศถูกดูดหายไปอย่างรวดเร็ว ทำให้สภาพคล่องตึงตัวได้ไม่ยาก

แม้ยังมีการรายงานว่าสภาพคล่องในตลาดไทยปัจจุบันมีมาก แต่ในความเป็นจริงจะเห็นว่า สถาบันการเงินยังมีการแย่งระดมเงินฝากเพื่อกองไว้รอปล่อยกู้ จนทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดไม่ลดลง แม้ว่าที่ผ่านมา ธปท.จะลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก และการบริโภครวมถึงการลงทุนในประเทศที่ชะลอตัวลดลง

สัญญาณปั่นป่วนในตลาดการเงินไทย จากแผนการกู้เงินต่างๆ นานาของรัฐบาล ทำให้ต้องมีการปรับแผนการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ออกไปกู้ต่างประเทศในจำนวนไม่เกิน 50% ของเงินกู้ หมายความจะต้องกู้เงินจากต่างประเทศมาโปะการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานถึง 1 ล้านล้านบาท ซึ่งกิตติรัตน์บอกแผนการกู้ดังกล่าวกับนายแบงก์ไทย โดยจะมีการออกพันธบัตรระดมเงินกู้ในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือแยงกีบอนด์

การปรับแผนการกู้ดังกล่าว รัฐบาลประเมินแล้วมีผลดีอยู่หลายประการ ในอันดับแรกคือไม่ไปแย่งเงินกู้กับภาคเอกชนไทย นอกจากนี้ การกู้ต่างประเทศยังมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการกู้ในประเทศ แม้ว่าจะร่วมต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้วก็ยังนับว่าถูกกว่ากู้ในประเทศ

นอกจากนี้ ตามแผนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล หลายโครงการต้องมีการนำเครื่องจักร อุปกรณ์ก่อสร้างจากต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะความเร็วสูงที่รัฐบาลตั้งเป้าก่อสร้างให้เสร็จภายใน 7 ปี การกู้เงินต่างประเทศสามารถชำระค่าสินค้าได้สะดวกกว่าการกู้เป็นเงินไทยและต้องแปลงเป็นสกุลต่างประเทศชำระสินค้า ซึ่งยังอาจกระทบทำให้ค่าเงินบาทของไทยอ่อนค่าลงมากจนสร้างปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้

ขณะเดียวกัน การกู้ในต่างประเทศยังมีข้อดีในการสร้างอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงให้กับภาคเอกชนที่จะไปกู้ต่างประเทศได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การกู้ต่างประเทศดังกล่าวจะทำให้สัดส่วนเงินกู้ต่างประเทศมีสูงขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาสัดส่วนการกู้ต่างประเทศของไทยต่ำมากทำให้เป็นจุดแข็งด้านเสถียรภาพต่างประเทศของไทย การมีสัดส่วนหนี้ต่างประเทศสูงย่อมบั่นทอนจุดแข็งกลายเป็นจุดอ่อนเพิ่มขึ้น ทำให้สถาบันจัดอันดับเครดิตต่างประเทศจับจ้องนำไปเป็นเงื่อนไขในการลดเครดิตของประเทศในอนาคตได้

แผนการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาล แม้ว่ายังต้องลุ้นว่าจะผ่านศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ แต่แผนการกู้เงินดังกล่าวได้สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดเงินของไทยอย่างมาก ไม่ว่าผลจะออกมาทางใดก็ตาม

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว