
ไฟอนุรักษ์โชนกรุง"ศศิน"ฟีเวอร์ค้านเขื่อนแม่วงก์
นับจากก้าวแรกของการเดินเท้า 388 กิโลเมตร คัดค้านรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งด้านสุขภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ (อีเอชไอเอ) โครงการเขื่อนแม่วงก์ โดยมีจุดเริ่มต้นที่หน่วยพิทักษ์ป่าแม่เรวา อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา
นับจากก้าวแรกของการเดินเท้า 388 กิโลเมตร คัดค้านรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งด้านสุขภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ (อีเอชไอเอ) โครงการเขื่อนแม่วงก์ โดยมีจุดเริ่มต้นที่หน่วยพิทักษ์ป่าแม่เรวา อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา
ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร มีเพื่อนร่วมเดิน 5 คน
ผ่านไป 13 วัน เมื่อมาถึงจุดหมายปลายทางที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร วันที่ 22 ก.ย.
ศศิน มีมิตรร่วมเดินทางเพิ่มเป็นหลายพันคน ไม่นับคนที่ร่วมเดินระหว่างทางอีกเป็นจำนวนมาก
แต่ละก้าวที่ย่างไป การตระหนักรู้ของประชาชนต่อการรักษาผืนป่ายิ่งมากขึ้นๆ จากวันแรกๆ แทบไม่มีข่าวออกมาจากสื่อกระแสหลัก แต่ด้วยพลานุภาพของโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก กลับปลุกกระแสจนทำให้คนมาสนใจเรื่องแม่วงก์อย่างกว้างขวาง
สำหรับบรรยากาศการเดินเท้าวันสุดท้ายคัดค้านอีเอชไอเอเขื่อนแม่วงก์ มีจุดเริ่มต้นจากหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จากนั้นไปตามถนนวิภาวดีรังสิต ห้าแยกลาดพร้าว ถนนพหลโยธิน หยุดพักที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เวลา 12.00 น. จากนั้นก่อนเดินไปตามถนนพญาไท มุ่งหน้าไปยังหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน ตลอดทางมีคนเข้าร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ได้มีการออกแถลงการณ์ถึงเหตุผลที่ต้องคัดค้านอีเอชไอเอ และมี อุดม ไกรวัตนุสสรณ์ เลขานุการ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) มารับหนังสือ
ทั้งนี้ แถลงการณ์ได้ระบุเหตุผลการคัดค้านไว้ 8 ข้อ คือ 1.ไม่ได้ให้ความจริงใจในการศึกษาทางเลือกการพัฒนาแหล่งน้ำโดยวิธีอื่นๆ 2.ละเลยข้อมูลความสำคัญของพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ที่ต่อเนื่องกับพื้นที่มรดกโลกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง 3.ให้ข้อมูลว่าสร้างเขื่อนแล้วมีพื้นที่ชลประทานทั้งหมด 2.9 แสนไร่ได้ประโยชน์ แต่จริงๆ แล้วมีพื้นที่ได้ประโยชน์น้อยกว่านั้น 4.รายงานฉบับนี้ระบุชัดเจนว่า ไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำที่ท่วมในพื้นที่เสี่ยงได้ทั้งหมด ดังนั้นถึงสร้างเขื่อนแม่วงก์ก็บรรเทาอุทกภัยได้ไม่มากนัก 5.การลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมไม่มีมาตรการที่แน่ใจได้เลยว่าจะได้ผล เช่น การปลูกป่าทดแทนที่ไม่มีการระบุพื้นที่ปลูกป่าว่าอยู่ในบริเวณใด
6.การพิจารณารายงานของคณะกรรมการผู้ชำนาญการเมื่อปลายปี 2555 มีมติให้แก้ไขรายงานและศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมหลายประเด็น โดยเฉพาะการศึกษาเรื่องระบบนิเวศของสัตว์ป่า ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะศึกษาแล้วเสร็จได้ภายในกรอบระยะเวลา 1 ปี
7.พื้นที่ชลประทานเขื่อนแม่วงก์ เป็นพื้นที่ทับซ้อนกับคลองผันน้ำในโมดูล A5 ซึ่งจะทำให้สภาพแวดล้อมและการจัดการน้ำที่ศึกษาไว้ทั้งหมดเปลี่ยนแปลงไปจากโครงการชลประทานเขื่อนแม่วงก์
8.ในการพิจารณารายงานฉบับนี้ มีการเปลี่ยนบุคลากรของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และคณะกรรมการผู้ชำนาญการอย่างน่าสงสัย
ทั้งนี้ หลังจาก อุดม รับหนังสือแล้ว ยืนยันว่าจะไม่มีการเร่งรัดอีไอเอชเอเขื่อนแม่วงก์ และต้องรอข้อมูลต่างๆ ให้ครบถ้วนเสียก่อน
ด้าน ศศิน กล่าวว่า งานอนุรักษ์คนคนเดียวทำไม่ได้ ต้องขอขอบคุณผู้ร่วมสนับสนุนในการเดินรณรงค์ครั้งนี้ เชื่อมั่นในพลังประชาชนว่าจะช่วยหยุดการสร้างเขื่อนแม่วงก์ได้
“ผมเดินแบกรายงานอีเอชไอเอมาด้วยหนัก 2 กิโลกรัม เป็นสัญลักษณ์ว่าผมแบกภาระของสังคมไทยเอาไว้ ถ้าปล่อยให้อีเอชไอเอตัวนี้ผ่านไป มันจะกลายเป็นภาระของสังคมไทย มาตรฐานอีเอชไอเอนี้ถ้าเกิดขึ้นที่แม่วงก์ คุณก็เอาไปประเมินกับถนนที่จะเข้ามาในป่ากับอ่างเก็บน้ำอื่นๆ ว่า แม่วงก์ทำได้ ทำไมป่าที่อื่นจะทำไม่ได้ แม่วงก์มีข้อมูลสัตว์ป่าดียังผ่านอีเอชไอเอเลย ทำไมป่าที่อื่นไม่ให้ทำ แล้วผลกระทบมันจะขยายใหญ่ไปเกินกว่าแม่วงก์” ศศิน กล่าว







