
การเมืองฉบับยิ่งลักษณ์
ค่ำวันหนึ่งกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรบนเวทีสวนลุมพินี ในการชุมนุมของพี่น้องกลุ่มที่เรียกว่า “กองทัพประชาชนโค่นล้มระบอบทักษิณ”
ค่ำวันหนึ่งกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรบนเวทีสวนลุมพินี ในการชุมนุมของพี่น้องกลุ่มที่เรียกว่า “กองทัพประชาชนโค่นล้มระบอบทักษิณ” หัวข้อที่ไปพูดก็คือ “การแก้ไขรัฐธรรมนูญกับการปฏิรูปประเทศ” ในฐานะที่ผู้เขียนอยู่ในกลุ่มนักวิชาการที่ชื่อว่า “สยามประชาภิวัฒน์” ซึ่งตอนนี้ได้มารวมตัวกับกลุ่มประชาชนต่างๆ ทั่วประเทศเป็นเครือข่ายที่เรียกว่า “สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย” หรือย่อว่า สปท.
พูดเสร็จก็เดินออกมาเพื่อจะเอารถที่จอดไว้ที่ลานข้างพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 ยังไม่พ้นประตูสวนลุมก็มีคนวิ่งตั้กๆ เข้ามาประชิดถึงตัว พร้อมกับตะโกนว่า “ขอคุยด้วยหน่อย” ซึ่งตอนแรกก็ตกใจนึกว่ามีใครจะมาเอาเรื่อง (เพราะพูดบนเวทีถึงใครหลายๆ คนไว้ค่อนข้างแรง) แต่พอหยุดฟังก็โล่งอกและได้ข้อคิดมากมาย เพราะท่านที่วิ่งตามมานั้นอดีตเคยเป็นนักกรีฑาทีมชาติ ตอนนี้อายุ 61 ปี ท่านมีข้อเสนอที่จะให้กองทัพประชาชนฯ รณรงค์รับบริจาคโลหิตให้ได้จำนวนมากๆ กระทั่งเป็นสถิติโลกลงในกินเนสบุ๊ก ซึ่งตัวท่านเองก็บริจาคโดยส่วนตัวจนเป็นสถิติอยู่แล้ว นัยว่าแทนที่จะกรีดเลือดเขียนหนังสือประท้วงต่อต้านใครบางคน ก็เอาเลือดของเรามาช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกันจะดีกว่า
ระหว่างนั้นก็มีคนมามุงฟังอีกหลายคน พักหนึ่งมีเสียงตะโกนถามมาจากข้างหลังว่า “ท่านอาจารย์คิดว่านายกฯ โง่หรือฉลาด” กำลังจะตอบก็มีคนอื่นๆ คุยแทรกเข้ามากระทั่งต้องลาจากกัน เลยลืมตอบปัญหาของใครคนนั้น จึงขอนำมาเป็นประเด็นที่จะตอบในคอลัมน์นี้
ก่อนอื่นท่านผู้อ่านต้องทราบ “สัจพจน์” (Axiom – ในทางวิชาการหมายถึง “ความจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์”) ทางการเมืองที่กล่าวถึงคุณลักษณะของ “ผู้นำในอุดมคติ” ตามที่ปราชญ์โบราณท่านจำแนกองค์ประกอบไว้เสียก่อนว่า ต้องประกอบด้วย “ความฉลาด ความกล้าหาญ ความซื่อสัตย์ และความยุติธรรม” ดังนั้นถ้าใช้สัจพจน์นี้มาอธิบายด้วย “ตรรกะแบบทางตรง” (Direct Logic – ตัวอย่างเช่น 1+1 = 2) ก็สามารถอธิบายได้ว่า ถ้าคุณยิ่งลักษณ์เป็นผู้นำก็ต้องมีของทั้ง 4 สิ่งนี้ หรือหากขาดของสิ่งใดแม้แต่เพียงสิ่งเดียวใน 4 สิ่งนี้ หรือมีครบทั้ง 4 สิ่ง แต่มีบางสิ่งพร่องหรือไม่สมบูรณ์ ก็แสดงว่าคุณยิ่งลักษณ์ไม่ใช่ผู้นำ
ถ้าความฉลาดแทนค่าด้วย A ความกล้าหาญแทนค่าด้วย B ความซื่อสัตย์แทนค่าด้วย C ความยุติธรรมแทนค่าด้วย D และภาวะหรือความเป็นผู้นำแทนค่าด้วย E ดังนั้น A+B+C+D = E และ A+B+D หรือ B+C+D หรือ 1/2A+3/4B+C+D? E โดยสูตรหลังสุดนี้ก็หมายถึงมีความฉลาดเพียงครึ่งเดียวและมีความกล้าหาญราวสามในสี่ส่วน แม้จะมีความซื่อสัตย์และความยุติธรรมสมบูรณ์เต็ม ก็ยังไม่เรียกว่าเป็นผู้นำ ในความหมายที่นักรัฐศาสตร์เรียกว่า “ผู้นำในอุดมคติ”
อย่างไรก็ตาม ตามประวัติศาสตร์ของอารยธรรมมนุษย์ตั้งแต่ที่เริ่มมีระบอบการปกครองเมื่อราว 5,000 ปีมาแล้วนั้น ยังไม่มีชุมชนการปกครองไหนที่มีผู้นำอันสมบูรณ์ด้วยคุณลักษณะทั้ง 4 อย่างสมบูรณ์เลย ดังนั้นนักปราชญ์ในยุค “สัจนิยม” ราวคริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา จึงอนุโลมให้มีการปรับแปร (Vary) คุณลักษณะบางประการ รวมทั้งเพิ่มเติมคุณลักษณะอื่นๆ เข้ามาอีกได้ อย่าง แมคเคียเวลลี่ ก็ปรับแปรความฉลาดไปเป็น “ไหวพริบ” และปรับแปรความกล้าหาญไปเป็น “ความเด็ดขาด” หรือเมื่อนักคิดในแนวเสรีประชาธิปไตยก่อเกิดขึ้น เช่น จอห์น ล็อค และ ฌัง ฌาร์ค รุซโซ ก็เพิ่ม “ความเสมอภาค” เข้ามาอีก เป็นต้น และเป็นเช่นนั้นมาถึงสมัยนี้
ประเทศไทยนับว่าเป็นประเทศที่มีทฤษฎีเกี่ยวกับผู้นำทางการเมืองมากมายเป็นพิเศษ ในแบบโบราณก็มีแบบปิตุราชา ธรรมราชา เทวราชา และสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองก็มี อำมาตยาธิปไตย (คณะราษฎร) พ่อขุนอุปถัมภ์เผด็จการ (จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์) นายทุนขุนศึก (จอมพลถนอม กิตติขจร) ดรุณาธิปไตย (นิสิตนักศึกษาหลัง 14 ตุลาคม 2516) เตมีย์ใบ้ (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์) ธนาธิปไตย (ตั้งแต่ช่วงกลางของยุค พล.อ.เปรม มาจนถึงยุคทักษิณ) กระทั่งทุนสามานย์ (ภายใต้อภิมหาโปรเจกต์และการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย) ในปัจจุบัน
ขณะนี้คุณยิ่งลักษณ์กำลังสร้าง “การเมืองใหม่” ขึ้นมา อันประกอบด้วย 4 “ไม่ต้อง” คือ หนึ่ง ผู้นำที่ไม่ต้องมีภาวะผู้นำ สอง รัฐสภาที่ไม่ต้องมีความเป็นรัฐสภา สาม รัฐบาลที่ไม่ต้องมีรัฐบาล และสี่ ภาคประชาชนที่ไม่ต้องเห็นหัวประชาชน ซึ่งจะขออธิบายย้อนขึ้นไปทีละตัว
“ภาคประชาชนที่ไม่ต้องเห็นหัวประชาชน” แปลตรงตัวว่า การเมืองไทยยุคคุณยิ่งลักษณ์ไม่ให้ความสำคัญกับประชาชนคนไทย แถมยังปล่อยให้เกิดวิกฤตที่เลวร้ายแก่ประชาชนในหลายๆ ภาคส่วน เช่น ปล่อยให้ประชาชนขัดแย้งกันมากขึ้น (แม้จะมาคิดทำโครงการ “เตี้ยกับน้องมะนาว” ภายใต้คณะปาหี่ที่ชื่อสภาปฏิรูปการเมืองก็ “สายไปเสียแล้ว”) โดยความร่วมมือของเจ้าหน้าที่รัฐที่อาศัยภาษีของประชาชนเลี้ยงชีวิต (ไม่ใช่เงินของทักษิณหรือพรรคเพื่อไทย) อย่างเช่นการปราบปรามม็อบสวนยางและการแยกแยะประชาชนเป็นฝักฝ่ายแบบหลายมาตรฐาน
“รัฐบาลที่ไม่ต้องมีรัฐบาล” ก็เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่ารัฐมนตรีจำนวนมากเป็น “บุคคลสาบสูญ” ไม่ปรากฏชื่อเสียงเรียงนามและผลงานปรากฏให้เห็น หัวหน้ารัฐบาลก็ไม่ต้องอยู่ในประเทศ แต่สามารถ “สั่งการ” และ “บงการ” ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกนโยบาย ทุกคน ได้จากทุกที่ทั่วโลก ตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาลกลายเป็นรางวัลตอบแทนแก่ผู้จงรักภักดี ไม่เว้นแต่ข้าราชการขี้ฉ้อตอเหล่ทั้งหลายที่พยายามแข่งขันเลียล้วงและประจบนักการเมืองเพียงเพื่อหวังก้าวหน้าและรักษาตัวรอด โดยลืมว่ายศศักดิ์ที่ได้มานั้นมาจาก “นาย” เพียงพระองค์เดียว หาใช่อาชญากรคนนั้นไม่
“รัฐสภาที่ไม่ต้องมีความเป็นรัฐสภา” ตามที่เห็นในการประชุมสภานอกจากจะมีแต่ความวุ่นวาย ป่าเถื่อน ถ่อยสถุล และแสนทุเรศแล้ว หลายครั้งก็ล่มแล้วล่มอีกไม่สามารถประชุมต่อไปได้ ประธานที่ประชุมก็ไม่มีใครนับถือ นายกรัฐมนตรีก็ไม่ให้เกียรติ ประชาชนก็เบื่อหน่าย ไม่มีใครให้ความสำคัญ ทั้งที่บอกว่าปกครองโดยระบอบรัฐสภา แต่รัฐสภานี้ก็ไร้ค่าหมดความสง่างาม
สุดท้าย “ผู้นำที่ไม่ต้องมีภาวะผู้นำ” เห็นได้อย่างแจ่มแจ้งว่าคุณยิ่งลักษณ์ไม่ได้ “คิดเอง ทำเอง” แต่มีคนคิด คนบงการ และคนทำให้ สำหรับคนคิดและบงการนั้น ก็มีเพียงคนเดียวนั่นแหละ ที่อาจจะมอบหมายผ่านคนหรือบุคคลที่เรียกว่าที่ปรึกษาบ้าง ทีมงานบ้าง ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร รัฐสภาที่เป็นตัวแทนประชาชนเธอก็หลีกลี้ ประชุม ครม.ก็ทำท่าชี้นิ้วหรือแสดงอารมณ์บ้างเพื่อขู่ลิง (รัฐมนตรีทั้งหลาย) ให้ตัวสั่น พูดก็ผิด อ่านก็ยังผิด ไม่รับผิดชอบต่อกิริยามารยาท ฯลฯ
โบราณว่า “สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล” เป็นใครนั้น ก็ดูกันเอาเองเถิด







