posttoday
พิสูจน์...สรัทธาครั้งสุดท้าย

พิสูจน์...สรัทธาครั้งสุดท้าย

22 กันยายน 2556

ย่ำเหยียบเต็มสองฝ่าเท้าผ่าเปลวแดด ระอุอุ่นไอคอนกรีตแสบแผดเผา

โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน, วิทยา ปะระมะ

ย่ำเหยียบเต็มสองฝ่าเท้าผ่าเปลวแดด ระอุอุ่นไอคอนกรีตแสบแผดเผา

ผ่านไปอีกก้าว อีกก้าว และอีกก้าว

เป็นก้าวที่เท่าไรมิอาจนับ ใช่ว่าเขาจะขยาดคร้าม ... ไม่เคย

เหงื่อหล่นเม็ดลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า กว่า 10 วันมานี้ ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร หยัดอยู่บนถนนที่ทอดยาวอย่างเด็ดเดี่ยว แต่ใช่โดดเดี่ยว ใช่ว่าเขารั้งอยู่เพียงลำพัง?

“มิตรร่วมทางมีมาก มากันมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหมดคือกำลังใจ ถ้าไม่มีพวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะเอาจิตใจที่ไหนเดินมาไกลถึงเพียงนี้”

เป้าหมายเดินเท้า 388 กิโลเมตร จากนครสวรรค์สู่กลางใจกรุงเพื่อคัดค้าน EHIA (การประเมินผลกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม) เขื่อนแม่วงก์ คือหมุดหมายที่ศศินปักไว้อย่างหนักแน่นมั่นคง

“เหมือนฝัน มาถึงตอนนี้มันเหมือนฝัน” ศศินเล่าว่า แรกเริ่มตั้งใจจะเดินเพียงคนเดียว เพราะเชื่อว่าคงไม่มีใครจะออกมาเดินกลางอุณหภูมิร้อน 4050 องศา วันละ 3040 กิโลเมตร แต่พอเดินไปได้สักระยะหนึ่งกลับมีคนเข้าร่วมจนกลายเป็นขบวน บางวันมีมากกว่า 100 คน ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่ไม่เคยรู้จักทั้งสิ้น

“ใครมันจะบ้ามาเดินกับผม คงไม่มีหรอก แต่พอเอาเข้าจริงไม่ใช่ว่าจะไม่มีเลย นักศึกษาจบใหม่คนหนึ่งโบกรถตามมาหลังจากผมออกเดินไปได้ 20 กิโลเมตรแรก จนถึงวันนี้เขาก็เดินด้วยกันมา 10 วันแล้ว หรือบางคนมีภารกิจก็มาเดินกับผมระยะหนึ่ง มาช่วงเช้า สายๆ กลับไปทำงาน พอเลิกงานก็กลับมาเดินกับผมอีก บางคนมาอยู่กับผม 56 วัน บางคนก็ 1 วัน ครึ่งวัน 2 ชั่วโมงก็มี 2 กิโลก็มี นี่ยังไม่นับคนที่ไม่สะดวกเดินแต่ขับรถเอาข้าว เอาน้ำ เอาเสื้อกันฝน กางเกงในกระดาษมาให้ ทั้งหมดคือมิตรที่ผมได้ระหว่างทาง”

พิสูจน์...สรัทธาครั้งสุดท้าย

 

ความคาดหวังเดียวในการเดินเท้า 388 กิโลเมตร คือการสร้างความตื่นตัวให้เกิดขึ้นกับสังคม

ศศินมั่นใจว่า เพื่อนพ้องในหลากหลายสาขาวิชาชีพซึ่งเคยแสดงจุดยืนเห็นด้วยกับแนวคิดต่อต้านอีเอชไอเอเขื่อนแม่วงก์จะต้องออกมาร่วมเคลื่อนไหวด้วยไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง โดยเฉพาะนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมหรือผู้ที่มีน้ำหนักทางสังคมแน่นอนว่าจะต้องออกมา

ทว่า ความเป็นจริงมักกัดกร่อนความฝันอยู่เสมอ

“ลองผมออกเดินเท้ากว่า 300 กิโลเมตร เอาตัวเองเป็นตัวประกัน เอาตัวเองเข้าสู่จุดอับ ผมว่านักวนศาสตร์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมรุ่นใหม่ๆ คงต้องมียางอายลุกขึ้นมาทำอะไรกันบ้าง” เว้นจังหวะผ่อนลมหายใจ “แต่มันก็ไม่มีเลย มีก็แต่นักวิชาการรุ่นก่อนๆ รุ่นใหญ่ๆ เท่านั้นที่ยังคงยืนหยัดต่อต้านความไม่ถูกต้อง”

เขาเพิกเฉยเสมือนหนึ่งไม่รับรู้ต่อถ้อยความที่หล่นคำออกจากปากเมื่อสักครู่ ผิวหน้ากร้านแดดจนแดงไหม้ตรึงอยู่ในอาการราบเรียบ

“สื่อกระแสหลักก็ไม่ค่อยสนใจ” ศศินเล่าต่อ “ในช่วงแรกไม่ว่าจะเป็นทีวีหรือหนังสือพิมพ์ก็แทบไม่ให้ความสำคัญ สิ่งที่ได้ผลจริงกลับเป็นสื่อทางเลือกคือเฟซบุ๊ก พวกนี้มันไปไกลจนอั้นไม่อยู่ ทำให้สื่อกระแสหลักต้องหันกลับมาสนใจ”

มาถึงตอนนี้ เขาปลดเปลื้องสายตางำประกายของตัวเอง

แม้ว่าการเดินทางสิ้นสุดลงด้วยสวัสดิภาพเต็มภาคภูมิ แต่ถึงกระนั้น ศศินยังยอมรับว่าหากเดินตามแผนที่ตัวเองวางไว้ตั้งแต่แรกอาจจะไม่รอด

“ตั้งใจว่าจะเดินออกจากกรุงเทพฯ ไปสิ้นสุดที่นครสวรรค์ แต่มีผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นนักยุทธศาสตร์แนะนำว่า หากเดินเช่นนั้นพลังมันจะค่อยๆ หมดไป คือช่วงแรกอาจจะหวือหวา แต่ยิ่งเดินออกไปไกลข่าวก็จะค่อยๆ เงียบหาย ยิ่งไกลก็ยิ่งไม่มีใครสนใจ สู้เดินกลับเข้ามาสิ้นสุดที่กรุงเทพฯ ดีกว่า ผมฟังแล้วก็ปิ๊งเลย

ถ้าเริ่มต้นที่ป่าแม่วงก์ ช่วงแรกๆ ที่ข่าวยังไม่มาก ผมมีโอกาสเดินผ่านพื้นที่ความขัดแย้งของ อ.ลาดยาวได้ ผมสามารถเดินทะลุออกมาแล้วค่อยมาสะสมพลังเพื่อกลับเข้ากรุงเทพฯ แต่หากเดินแบบที่วางไว้ตั้งแต่ต้นแน่นอนว่าอาจจะเข้าสู่พื้นที่คิลลิ่งโซนในช่วงที่ตัวเองอ่อนล้าที่สุด”

สำหรับแผนการเดินเท้าระหว่างวัน ศศินเป็นคนกำหนดคร่าวๆ เองทั้งหมด ด้วยเส้นทางที่ใช้มีความคุ้นเคย จึงสามารถประเมินได้จากแผนที่กรมทางหลวงว่าระยะทางเท่าไร เดินจากจุดไหนถึงจุดไหน และบริเวณใดมีที่พักบ้าง

“ผมคำนวณตามแผนที่ได้ระยะทางทั้งสิ้น 388 กิโลเมตร ผมคิดว่าคนหนึ่งสามารถเดินได้ชั่วโมงละ 4 กิโลเมตร ถ้าผมเดินคนเดียวเรื่อยๆ แบบไม่ให้ช้ำ 10 ชั่วโมงผมก็สามารถเดินได้ กำหนดการตอนนั้นก็คือออกเดินสักตี 5 เข้าที่พักอีกครั้งตอน 6 โมงเย็น

ก็คิดว่าวันละ 3040 กิโลเมตรน่าจะไหว แต่เอาเข้าจริงมันทำไม่ได้ ทำได้อย่างเก่งก็วันละ 30 กิโลเมตร นั่นเพราะมีปัจจัยมากมาย ทีมงานผมก็บอกว่าให้ผมเดินอย่างเดียว เขาจะมีหน้าที่เอาผมให้ถึงกรุงเทพฯ เอง เขาก็ไปวางแผนจัดการกัน เขาก็ใช้สมอง ส่วนผมที่ใช้ตีน ผมมีหน้าที่ดูแลตีนอย่าให้บาดเจ็บจนเสียฟอร์มจนสาบสูญ ตอนแรกประเมินว่า 7080% ถึงกรุงเทพฯ แน่ แต่อาจล่าช้าบ้าง ก็เผื่อเวลาไว้ 23 วัน แต่พอถึงวันนี้กลับตามแผนเป๊ะ เร็วกว่าเป้าด้วยซ้ำ”

สำหรับอุปสรรคระหว่างทาง แม้จะมีผู้คัดค้านบ้าง แต่ไม่ถึงกับหนักหนาสาหัส

“ผมว่าเป็นเพราะยุทธศาสตร์ถูกต้อง ตอนแรกเราไม่มีข่าวก็เดินผ่านได้โดยละม่อม อาจมีกลุ่มคนที่คิดจะต้านแต่เขาก็เตรียมตัวไม่ทัน รู้อีกทีผมก็ทะลุเข้ามาได้แล้ว ผมทำงานเฉพาะเรื่องแม่วงก์มา 34 ปี ก่อนหน้านี้ก็ทำมาตลอด ถ้าจะประมาทจนไม่รู้เขารู้เราก็เกินไป ผมรู้ว่านักการเมืองที่นี่เป็นใคร แกนนำในพื้นที่เป็นอย่างไร

ขั้นเลวร้ายที่สุดก็คงไม่ถึงขั้นถูกยิง นั่นเพราะผมเดินมาคนเดียวบนถนนในประเทศไทย ที่นี่ไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อน ผมเดินมาคนเดียวเขาจะทำอะไรผม ที่รุนแรงที่สุดก็มีนักการเมืองท้องถิ่นขับรถมาขวาง เขาก็สุภาพนะ ถามผมว่าคุณศศินคุณไม่เอาเขื่อนเหรอ คุณไม่เอาแต่ผมเอานะ คุณอยู่ตรงข้ามผมนะ มีแค่นั้น

คนเหล่านั้นชอบใช้เงื่อนไขจำนวน เช่น เวลาจัดรับฟังความคิดเห็นใน อ.ลาดยาว ก็จัดคนมา 1020 รถบัส พอมาคราวนี้เขาก็คิดว่าผมจะเอาคนมาเยอะ ปรากฏว่ามีผมกับทีมเพียง 45 คน แถมยังเดินกันมาเรื่อยๆ ไม่ได้ทำอะไรเลย เขาก็คงรู้สึกว่าถ้าจะขนคนมาต้านก็ดูจะแปลกๆ เขาก็เสียขบวนไปเหมือนกัน คงคิดว่าผมจะมีม็อบ มีคนมาให้ปะทะ แต่ผมไม่มีอะไร”

ศศินบอกว่า ถ้าเจอกลุ่มค้านจริงๆ ก็คงยกมือไหว้ 1 ที แล้วขอผ่านไป ถ้าเขาไม่ให้ไปก็คงขึ้นรถกลับออกมาแล้วก็ไปตั้งต้นเดินต่อในจุดใหม่

ส่วนความประทับใจระหว่างย่างก้าวเกิดขึ้นใหม่ทุกวัน นอกจากผู้ที่ออกมาสนับสนุนและแสดงจุดยืนไม่เอาเขื่อนแม่วงก์แล้ว ยังมีผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียงทางสังคมออกมาให้กำลังใจอย่างไม่ได้บอกกล่าวให้ทราบล่วงหน้า

“อยู่ดีๆ ก็มาปรากฏตัวให้กำลังใจ อย่างน้าหงาคาราวาน หรือน้าหมูพงษ์เทพ ก็ไม่ได้แจ้งล่วงหน้า หรือแม้แต่อาจารย์ธงชัย พรรณสวัสดิ์ นักสิ่งแวดล้อมรุ่นใหญ่ กระทั่งคุณนิคม พุทธา ที่รู้ว่าผมจะเดินเข้ากรุงเทพฯ แต่แกไม่สะดวกมาเดินร่วมกันในเส้นทางนี้ แกก็เดินเป็นเพื่อนผมจากดอยเชียงดาวเข้าเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ผมจะเดินเข้ากรุงเทพฯ”

ศศินเปลือยความรู้สึกว่า พอถึงเส้นชัยที่กรุงเทพฯ ก็ถือว่าชนะตัวเองแล้ว และได้แต่หวังว่าจะมีคนที่เห็นด้วยออกมาทำอะไรร่วมกัน

“ผมทำด้วยใจ ยังไงผมก็สู้ คลานมาผมก็เอา ผมประกาศไว้ว่าจะเดินให้สำเร็จ ถ้าต้องยกเลิกกลางทางก็คงไม่มีหน้าทำงานต่อไป คงต้องหายไปจากยุทธจักร

สิ่งที่ผมทำมันไม่มีอะไรแอบแฝง ผมทำให้อำนาจรัฐที่มันถือดี ที่มันอ้างประชาธิปไตย ให้มันเห็นพลังนี้บ้าง นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลง แต่ในทางกลับกันหากมันไม่เกิดอะไรขึ้น มันก็ทำให้ผมตัดสินใจได้ว่าจะเอายังไงกับสังคมไทยนี้ ผมยังจะมีศรัทธาต่อการทำงานสาธารณะต่อไปหรือไม่”

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก