
กล่อมกู้2ล้านล.
นายกฯขอแรงนายแบงก์ช่วยหนุนย้ำลงทุนต่อเนื่องต้องออกพรบ.
นายกฯขอแรงนายแบงก์ช่วยหนุนย้ำลงทุนต่อเนื่องต้องออกพรบ.
ธปท.ยันไม่ดันดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น.
นายกฯ แจงนายแบงก์ ย้ำ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน จำเป็นต้องแยกจากงบประมาณ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้เดินทางพร้อมกับนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง ไปพบกับนายธนาคาร สมาชิกของสมาคมธนาคารไทย เมื่อเย็นวันที่ 18 ก.ย. เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและชี้แจงถึงความจำเป็นในการออก พ.ร.บ.เงินกู้เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานประเทศจำนวน 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วาระที่ 2 ในวันที่ 19 ก.ย.
น.ส.ยิ่งลักษณ์ เปิดเผยว่า นี่เป็นการกู้เงินเพื่อวางรากฐานให้กับเศรษฐกิจไทย ต้องลงทุนเป็นเวลา7 ปี หากเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจะทำให้เกิดความไม่ต่อเนื่อง
“การลงทุนครั้งใหญ่นี้เหมือนการตัดสินใจเดินไปกู้ธนาคารเพื่อสร้างบ้านใหม่ทั้งหลัง เพราะถ้าการลงทุนอยู่ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี คงจะเป็นเพียงแค่การต่อเติมซ่อมแซม ไม่มีความต่อเนื่อง” น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว
นายกิตติรัตน์ คาดว่า ถ้ากฎหมายผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภาแล้ว เม็ดเงินอย่างน้อย 3.5 แสนล้านบาท จะเข้าสู่ระบบได้ภายในปี 2557 ซึ่งคิดเป็น 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)
นายบันลือศักดิ์ ปุสสะรังษีผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า รัฐบาลควรแยก พ.ร.บ.ดังกล่าวออกเป็น 2 ชุด คือ ชุดของโครงการที่ต้องทำการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ก่อน เช่นการก่อสร้างรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง กับชุดที่ลงทุนได้ทันทีเช่น การสร้างและซ่อมแซมถนน โครงการในส่วนนี้คาดว่าจะมีมูลค่ารวมกัน 5 แสนล้านบาท เพื่อที่อย่างน้อยภาครัฐจะได้มีเม็ดเงินมาอัดฉีดและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีหน้าได้ทันที ยิ่งลงทุนช้าประเทศจะยิ่งเสียโอกาส
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวานผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า หาก พ.ร.บ.เงินกู้ผ่านสภา ไม่น่าจะทำให้สภาพคล่องลดลงจนทำให้ดอกเบี้ยปรับตัวเป็นขาขึ้น เนื่องจากจะกระจายลงทุนในระยะ 7 ปี ทยอยกู้เงินมาใช้ และเงินก็จะไหลกลับเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ







