
สภาประชาชนเหล้าเก่าในขวดใหม่
ไหลมาจากทั่วสารทิศก่อรูปประกอบร่างเป็น “สภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย” (สปท.) เดินยุทธศาสตร์รีแบรนดิง ห่อแพ็กเกจใหม่
โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช
ไหลมาจากทั่วสารทิศก่อรูปประกอบร่างเป็น “สภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย” (สปท.) เดินยุทธศาสตร์รีแบรนดิง ห่อแพ็กเกจใหม่ แต่เนื้อในเป็นการรวมตัวของสารพัดองค์กรเจ้าเดิม ทั้งกลุ่มกรีน สยามประชาภิวัฒน์ สยามสามัคคี กองทัพธรรม ไทยสปริง เสื้อหลากสี กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ และเครือข่ายราษฎรอาสาปกป้องสถาบัน ฯลฯ
คุ้นทั้งชื่อชินทั้งหน้า เพราะ สปท.คั้นระดับหัวกะทิ จากเครือข่ายเดิมที่เป็นกำลังหลักต้านขั้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ว่าจะเป็นอดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่สลายหมวกแกนนำเพื่ออิสระในการเคลื่อนไหวตามคาดอย่าง สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ พิภพ ธงไชย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ รวมถึง สุริยะใส กตะศิลา หัวเรือกลุ่มกรีน พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร จากไทยสปริงร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ จากกองทัพธรรมตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำเสื้อหลากสี
ไม่เท่านั้นยังผนึกกำลังปีกวิชาการสีเดียวกัน ทั้ง ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ เศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ 2 เหลืองแห่งนิด้า พิชาย รัตนดิลกณ ภูเก็ต และ บรรเจิด สิงคเนติ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) สังศิต พิริยะรังสรรค์ จากมหาวิทยาลัยรังสิต เจิมศักดิ์ ปิ่นทองคมสัน โพธิ์คง อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 เรียกว่าครบทีมทุกด้านทั้งภาคการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วิชาการ เอ็นจีโอ
แม้จะวางโรดแมปคู่ขนานกับเวทีของรัฐบาล วางพิมพ์เขียวปฏิรูป 5 ด้าน การเมือง การบริหารประเทศ คุณธรรมจริยธรรมและยุติธรรม การศึกษา และเศรษฐกิจ พร้อมเตรียมจัดประชุมสมัชชาเครือข่าย 77 จังหวัดทั่วประเทศ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวที สปท.กำลังเดินบนทางที่มีสภาพไม่ต่างจากกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ก่อนหน้านี้จัดเวทีสัญจรปฏิรูปประเทศไทย34 จังหวัด พกอุดมการณ์ชาตินิยม ทวงคืนดินแดน ปตท.วางกรอบขจัดความอยุติธรรมทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง แต่กลับไม่ปรากฏผลใดเป็นรูปธรรมนัก นอกจากยอดเงินบริจาคการเดินสายในจังหวัดสุดท้ายที่สูงถึง2 ล้านบาท
สาเหตุหลักที่ทำให้ สปท.ยากจะปฏิรูปในนามประชาชนได้สำเร็จและกำลังนับถอยหลังซ้ำรอยกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นเพราะ สปท.กำลังเดินบนเส้นทางที่ไม่ต่างจากที่ฝ่ายค้านโจมตีรัฐบาล คือ การสร้างเวทีที่มีแต่ “เจ้าภาพพวกเดียวกัน” พูดฟังสรุปกันเองเสร็จสรรพ ทั้งที่สภาวการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันแทรกซึมลึกในทุกระดับชั้นของสังคม การพูดคุยระหว่างสองความคิดที่เห็นต่าง โดยปราศจากเงื่อนไขและตั้งธงล่วงหน้า หรือการนำประเด็นทางสังคมที่เกิดขึ้นมาอภิปรายถกเถียงกัน จึงเป็นสิ่งที่ควรทำมากกว่ารูปแบบการบรรยายเพียงข้างเดียว
ไม่เพียงแต่ไร้เงาผู้เห็นต่าง แต่เนื้อหาเริ่มต้นเวทีปฏิรูปของ สปท.ยังสะท้อนว่า กลุ่มเก่าเจ้าเดิมไม่คิดแม้แต่ปฏิรูปตัวเองก่อนปฏิรูปประเทศ สะท้อนจากเนื้อหาการโจมตีที่ยังคงใช้กระโถนใบเดิมนามว่า “ทุนสามานย์” เป็นที่รองรับปัญหาของประเทศ โยนต้นตอวิกฤตทั้งหมดว่ามาจากพรรคการเมืองระบบทุนนิยมใช้เงินครอบงำประชาธิปไตย ไต่เต้าอำนาจจากการซื้อเสียงเลือกตั้ง จนนำไปสู่ “เผด็จการรัฐสภา” ดังนั้น ต้องปฏิรูปประเทศไทยโดยการคืนอำนาจให้ประชาชนอย่างแท้จริง
ประเด็นการโจมตีชนิดนี้ใช้ทนทานมานานร่วมทศวรรษ ตั้งแต่การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ม็อบแช่แข็ง ม็อบสวนลุมพินี รวมถึงเวทีผ่าความจริงของพรรคฝ่ายค้าน คือยังคงยึดติดกับสมการเดิมว่าชัยชนะเลือกตั้งเท่ากับการใช้อำนาจเงินซื้อเสียงประชาชน ดังนั้น การเลือกตั้งที่ได้มาถือเป็นระบบ “ทุนสามานย์” ขาดความชอบธรรม และไม่ถือว่าเป็นประชาธิปไตย ผลิตซ้ำวาทกรรมประชาชนจนโง่คอยแบมือรับเงินจากนักการเมือง
เวทีปฏิรูปที่อ้างชื่อว่า “สภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย” ครั้งนี้จึงนำมาซึ่งความน่าฉงนแปลกใจว่า เหตุใดกลุ่มบุคคลที่เชื่อว่าประเทศปฏิรูปได้โดยประชาชนนั้น จึงกลับไม่เชื่อมั่นในศักยภาพของประชาชนเหล่านี้ว่าพวกเขามีวิจารณญาณพอที่จะเลือกพรรคการเมืองและผู้แทนของตัวเองเข้าไปทำหน้าที่ในสภาได้โดยไม่มีคำว่า “ทุนสามานย์” มาเกี่ยวข้อง
ตรรกะวิบัติยังลุกลามไม่ยั้ง เพราะ สปท.ขยายปมว่า ระบบพรรคการเมืองทุนสามานย์ทำให้ระบบการเมืองถูกผูกขาดโดย “ชนชั้นนำ” ส่งผลให้ประชาชนไม่มีส่วนร่วม เสมือน สปท.หลงลืมไปว่าการเลือกตั้งนั้นถือเป็นหลักการสากลที่ตั้งบนปรัชญาสิทธิมนุษยชนอันเชื่อว่าไม่ว่ามนุษย์ รวย จน ดำ ขาว ฉลาด โง่ มีสถานะชนชั้นสูง กลาง ล่าง ต่ำ ล้วนต่างมี 1 เสียงเท่าเทียมกัน ดังนั้น การเลือกตั้งจึงเป็นการกระจายอำนาจให้กับทุกชนชั้นไม่ให้ผูกขาดอำนาจอยู่ที่คนกลุ่มเดียว
เเท้จริงเเล้วคำว่า “ทุนสามานย์” จึงไม่ได้ทำให้ระบบการเมืองผูกขาดชนชั้นนำ แต่ สปท.กำลังอาศัยวาทกรรม “ทุนสามานย์” ดิสเครดิต ทำลายความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้ง เท่ากับวิธีการของ สปท.สร้างความชอบธรรมให้ระบบการเมืองไปผูกขาดกับชนชั้นนำเสียเอง
ฉะนั้นบทพิสูจน์เวทีปฏิรูปครั้งนี้จึงมีความท้าทายว่า สปท.จะหาช่องทางปฏิรูปการเมืองรูปแบบใด ที่จะขจัดคำว่า “ทุนสามานย์” ออกจากระบบพรรคการเมืองได้จริง จะคิดค้นโมเดลหรือวิธีการใดที่สนองความต้องการของประชาชนได้มากกว่าการเลือกตั้ง หรือในที่สุดแล้วต้องหาทางลงรูปแบบเดียวกับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ตัดสินใจยุติบทบาท โดยให้เหตุผลว่า ต่อให้ชุมนุมขับไล่รัฐบาล ยุบสภา สลับขั้วการเมือง หรือรัฐประหารสำเร็จ สุดท้ายการเมืองไทยก็ต้องกลับสู่ระบบเลือกตั้งที่พันธมิตรไม่สามารถต่อกรระบบนี้ได้
ก้าวแรกของ “สภาประชาชน” กลุ่มนี้นอกจากจะเงียบสงัดซึ่งเสียงเห็นต่างเเล้วยังคงใช้วิธีการแปดป้ายคำว่า “ทุนสามานย์” บนหน้าผากประชาชน ดังนั้น หัวขบวนควรกลับไปทบทวนไตร่ตรองว่าเส้นทางที่ออกสตาร์ตใช่หนทางสู่การ “ปฏิรูป” ดังว่าหรือไม่ เพราะไม่มีทางจะปฏิรูปประเทศไทยโดยประชาชนได้สำเร็จ จากกลุ่มคนที่ไม่เชื่อแม้กระทั่งว่าประชาชนมีวิจารณญาณสามารถกาบัตรเลือกตั้งได้เอง







