posttoday
สภาประชาชนเหล้าเก่าในขวดใหม่

สภาประชาชนเหล้าเก่าในขวดใหม่

17 กันยายน 2556

ไหลมาจากทั่วสารทิศก่อรูปประกอบร่างเป็น “สภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย” (สปท.) เดินยุทธศาสตร์รีแบรนดิง ห่อแพ็กเกจใหม่

โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช

ไหลมาจากทั่วสารทิศก่อรูปประกอบร่างเป็น “สภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย” (สปท.) เดินยุทธศาสตร์รีแบรนดิง ห่อแพ็กเกจใหม่ แต่เนื้อในเป็นการรวมตัวของสารพัดองค์กรเจ้าเดิม ทั้งกลุ่มกรีน สยามประชาภิวัฒน์ สยามสามัคคี กองทัพธรรม ไทยสปริง เสื้อหลากสี กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ และเครือข่ายราษฎรอาสาปกป้องสถาบัน ฯลฯ

คุ้นทั้งชื่อชินทั้งหน้า เพราะ สปท.คั้นระดับหัวกะทิ จากเครือข่ายเดิมที่เป็นกำลังหลักต้านขั้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ว่าจะเป็นอดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่สลายหมวกแกนนำเพื่ออิสระในการเคลื่อนไหวตามคาดอย่าง สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ พิภพ ธงไชย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ รวมถึง สุริยะใส กตะศิลา หัวเรือกลุ่มกรีน พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร จากไทยสปริงร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ จากกองทัพธรรมตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำเสื้อหลากสี

ไม่เท่านั้นยังผนึกกำลังปีกวิชาการสีเดียวกัน ทั้ง ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ เศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ 2 เหลืองแห่งนิด้า พิชาย รัตนดิลกณ ภูเก็ต และ บรรเจิด สิงคเนติ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) สังศิต พิริยะรังสรรค์ จากมหาวิทยาลัยรังสิต เจิมศักดิ์ ปิ่นทองคมสัน โพธิ์คง อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 เรียกว่าครบทีมทุกด้านทั้งภาคการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วิชาการ เอ็นจีโอ

แม้จะวางโรดแมปคู่ขนานกับเวทีของรัฐบาล วางพิมพ์เขียวปฏิรูป 5 ด้าน การเมือง การบริหารประเทศ คุณธรรมจริยธรรมและยุติธรรม การศึกษา และเศรษฐกิจ พร้อมเตรียมจัดประชุมสมัชชาเครือข่าย 77 จังหวัดทั่วประเทศ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวที สปท.กำลังเดินบนทางที่มีสภาพไม่ต่างจากกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ก่อนหน้านี้จัดเวทีสัญจรปฏิรูปประเทศไทย34 จังหวัด พกอุดมการณ์ชาตินิยม ทวงคืนดินแดน ปตท.วางกรอบขจัดความอยุติธรรมทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง แต่กลับไม่ปรากฏผลใดเป็นรูปธรรมนัก นอกจากยอดเงินบริจาคการเดินสายในจังหวัดสุดท้ายที่สูงถึง2 ล้านบาท

สาเหตุหลักที่ทำให้ สปท.ยากจะปฏิรูปในนามประชาชนได้สำเร็จและกำลังนับถอยหลังซ้ำรอยกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นเพราะ สปท.กำลังเดินบนเส้นทางที่ไม่ต่างจากที่ฝ่ายค้านโจมตีรัฐบาล คือ การสร้างเวทีที่มีแต่ “เจ้าภาพพวกเดียวกัน” พูดฟังสรุปกันเองเสร็จสรรพ ทั้งที่สภาวการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันแทรกซึมลึกในทุกระดับชั้นของสังคม การพูดคุยระหว่างสองความคิดที่เห็นต่าง โดยปราศจากเงื่อนไขและตั้งธงล่วงหน้า หรือการนำประเด็นทางสังคมที่เกิดขึ้นมาอภิปรายถกเถียงกัน จึงเป็นสิ่งที่ควรทำมากกว่ารูปแบบการบรรยายเพียงข้างเดียว

ไม่เพียงแต่ไร้เงาผู้เห็นต่าง แต่เนื้อหาเริ่มต้นเวทีปฏิรูปของ สปท.ยังสะท้อนว่า กลุ่มเก่าเจ้าเดิมไม่คิดแม้แต่ปฏิรูปตัวเองก่อนปฏิรูปประเทศ สะท้อนจากเนื้อหาการโจมตีที่ยังคงใช้กระโถนใบเดิมนามว่า “ทุนสามานย์” เป็นที่รองรับปัญหาของประเทศ โยนต้นตอวิกฤตทั้งหมดว่ามาจากพรรคการเมืองระบบทุนนิยมใช้เงินครอบงำประชาธิปไตย ไต่เต้าอำนาจจากการซื้อเสียงเลือกตั้ง จนนำไปสู่ “เผด็จการรัฐสภา” ดังนั้น ต้องปฏิรูปประเทศไทยโดยการคืนอำนาจให้ประชาชนอย่างแท้จริง

ประเด็นการโจมตีชนิดนี้ใช้ทนทานมานานร่วมทศวรรษ ตั้งแต่การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ม็อบแช่แข็ง ม็อบสวนลุมพินี รวมถึงเวทีผ่าความจริงของพรรคฝ่ายค้าน คือยังคงยึดติดกับสมการเดิมว่าชัยชนะเลือกตั้งเท่ากับการใช้อำนาจเงินซื้อเสียงประชาชน ดังนั้น การเลือกตั้งที่ได้มาถือเป็นระบบ “ทุนสามานย์” ขาดความชอบธรรม และไม่ถือว่าเป็นประชาธิปไตย ผลิตซ้ำวาทกรรมประชาชนจนโง่คอยแบมือรับเงินจากนักการเมือง

เวทีปฏิรูปที่อ้างชื่อว่า “สภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย” ครั้งนี้จึงนำมาซึ่งความน่าฉงนแปลกใจว่า เหตุใดกลุ่มบุคคลที่เชื่อว่าประเทศปฏิรูปได้โดยประชาชนนั้น จึงกลับไม่เชื่อมั่นในศักยภาพของประชาชนเหล่านี้ว่าพวกเขามีวิจารณญาณพอที่จะเลือกพรรคการเมืองและผู้แทนของตัวเองเข้าไปทำหน้าที่ในสภาได้โดยไม่มีคำว่า “ทุนสามานย์” มาเกี่ยวข้อง

ตรรกะวิบัติยังลุกลามไม่ยั้ง เพราะ สปท.ขยายปมว่า ระบบพรรคการเมืองทุนสามานย์ทำให้ระบบการเมืองถูกผูกขาดโดย “ชนชั้นนำ” ส่งผลให้ประชาชนไม่มีส่วนร่วม เสมือน สปท.หลงลืมไปว่าการเลือกตั้งนั้นถือเป็นหลักการสากลที่ตั้งบนปรัชญาสิทธิมนุษยชนอันเชื่อว่าไม่ว่ามนุษย์ รวย จน ดำ ขาว ฉลาด โง่ มีสถานะชนชั้นสูง กลาง ล่าง ต่ำ ล้วนต่างมี 1 เสียงเท่าเทียมกัน ดังนั้น การเลือกตั้งจึงเป็นการกระจายอำนาจให้กับทุกชนชั้นไม่ให้ผูกขาดอำนาจอยู่ที่คนกลุ่มเดียว

เเท้จริงเเล้วคำว่า “ทุนสามานย์” จึงไม่ได้ทำให้ระบบการเมืองผูกขาดชนชั้นนำ แต่ สปท.กำลังอาศัยวาทกรรม “ทุนสามานย์” ดิสเครดิต ทำลายความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้ง เท่ากับวิธีการของ สปท.สร้างความชอบธรรมให้ระบบการเมืองไปผูกขาดกับชนชั้นนำเสียเอง

ฉะนั้นบทพิสูจน์เวทีปฏิรูปครั้งนี้จึงมีความท้าทายว่า สปท.จะหาช่องทางปฏิรูปการเมืองรูปแบบใด ที่จะขจัดคำว่า “ทุนสามานย์” ออกจากระบบพรรคการเมืองได้จริง จะคิดค้นโมเดลหรือวิธีการใดที่สนองความต้องการของประชาชนได้มากกว่าการเลือกตั้ง หรือในที่สุดแล้วต้องหาทางลงรูปแบบเดียวกับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ตัดสินใจยุติบทบาท โดยให้เหตุผลว่า ต่อให้ชุมนุมขับไล่รัฐบาล ยุบสภา สลับขั้วการเมือง หรือรัฐประหารสำเร็จ สุดท้ายการเมืองไทยก็ต้องกลับสู่ระบบเลือกตั้งที่พันธมิตรไม่สามารถต่อกรระบบนี้ได้

ก้าวแรกของ “สภาประชาชน” กลุ่มนี้นอกจากจะเงียบสงัดซึ่งเสียงเห็นต่างเเล้วยังคงใช้วิธีการแปดป้ายคำว่า “ทุนสามานย์” บนหน้าผากประชาชน ดังนั้น หัวขบวนควรกลับไปทบทวนไตร่ตรองว่าเส้นทางที่ออกสตาร์ตใช่หนทางสู่การ “ปฏิรูป” ดังว่าหรือไม่ เพราะไม่มีทางจะปฏิรูปประเทศไทยโดยประชาชนได้สำเร็จ จากกลุ่มคนที่ไม่เชื่อแม้กระทั่งว่าประชาชนมีวิจารณญาณสามารถกาบัตรเลือกตั้งได้เอง

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย