
การสร้างประชาธิปไตยกับปัญหาความขัดแย้งทางสังคม (ตอนที่ 1)
การประชุมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 14 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. 2556 โดยการสนับสนุนจากสภาวิจัยแห่งชาติ ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีหัวข้อของการจัดประชุมว่า “การสร้างประชาธิปไตยกับปัญหาความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองในระดับชาติและระดับท้องถิ่น” (ผู้สนใจดูได้ใน www.pol.ubu.ac.th) โอกาสนี้จึงขอนำมาพินิจการเมืองที่น่าสนใจดังนี้
การประชุมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 14 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. 2556 โดยการสนับสนุนจากสภาวิจัยแห่งชาติ ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีหัวข้อของการจัดประชุมว่า “การสร้างประชาธิปไตยกับปัญหาความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองในระดับชาติและระดับท้องถิ่น” (ผู้สนใจดูได้ใน www.pol.ubu.ac.th) โอกาสนี้จึงขอนำมาพินิจการเมืองที่น่าสนใจดังนี้
1.การสร้างประชาธิปไตย หรือ Democratization คือการทำให้เป็นประชาธิปไตย มีความหมายที่กว้าง คือ จากรัฐที่ไม่มีประชาธิปไตย ก็ต้องทำให้เป็นประชาธิปไตยหรือสร้างขึ้นมา ยังไม่มีสูตรสำเร็จ ว่าจะใช้เวลานานเท่าใด มีวิธีหรือเทคนิคอย่างไร และโดยปกติพบว่า “ประชาธิปไตย” จะมีหลักการสำคัญอย่างน้อย 7 ประการ ได้แก่ การมีสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค หลักนิติธรรม การยอมรับหลักการเสียงข้างมากและคุ้มครองเสียงข้างน้อย รัฐบาลหรือผู้ปกครองต้องมาจากการเลือกตั้ง อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน และการมีวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
จะเห็นได้ว่าแต่ละหลักการนั้น “สร้างไม่ง่ายเลย” ขาดหลักการใดก็ไม่ได้ สิ่งสำคัญ คือ จะให้คนในชาติได้มีความเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา อันเป็นเรื่องที่ยาก เพราะการสร้างประชาธิปไตยจะต้องคำนึงถึง “สิ่งแวดล้อมหรือสภาพการณ์ต่างๆ” ที่เป็นอยู่จริง อันหมายรวมถึงพฤติกรรมทางการเมืองหรือการแสดงออกต่างๆ ทางการเมืองที่มีพื้นฐานสัมพันธ์โดยตรงกับการรับรู้ความโน้มเอียงทัศนคติต่างๆ ของคนนั้นๆ ที่มีต่อการเมืองหรือประชาธิปไตย หากวัฒนธรรมทางการเมืองของคนในชาติไม่ได้ตระหนักว่าความต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริงเป็นอย่างไร
2.การสร้างประชาธิปไตยกับวาทกรรมที่ว่า “ผลไม้มีพิษมาจากต้นไม้ที่มีพิษจริงหรือไม่?” “คน” ไม่ใช่ต้นไม้ ดังนั้น การปฏิวัติหรือการรัฐประหารเป็นการกระทำของ “คน” ไม่ใช่ “ต้นไม้” และคนนั้นมีทั้ง “คนดี” และ “คนเลว” (แนวคิดส่วนหนึ่งจาก ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ) ดังนั้น ประชาธิปไตยของไทย เกิดขึ้นโดยฝีมือของใคร การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ประชาชนในฐานะผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยตัวจริงไม่ได้มีบทบาทหลักหรือนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ดังกล่าว
ดังนั้น การสร้างประชาธิปไตยจึงไม่ได้มาจากส่วนล่างหรือเป็นความต้องการที่แท้จริงของประชาชน ทำให้กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมว่าด้วยเรื่องการสร้างประชาธิปไตยของไทยมักจะประสมประสานไปด้วยกัน แนวความคิดแบบไทยๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบอุปถัมภ์ค้ำจุน หรือระบบอาวุโส การเมืองที่เลือกปฏิบัติ เล่นพรรคเล่นพวก เมื่อสภาพการณ์เป็นดังนี้ทำให้ “การสร้างประชาธิปไตย” แบบเฉพาะแต่การเลือกตั้งทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น จึงนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งในสังคมและมีแนวโน้มไปสู่การแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย
3.การสร้างประชาธิปไตยถ้าเกิดขึ้นโดยอำนาจเผด็จการแล้วนำมาซึ่งการปกครองประชาธิปไตยโดยแท้จริงจะมีความเป็นจริง หรือไม่ หรือว่าการปกครองประชาธิปไตยจะสร้างขึ้นมาโดยแนวทางของประชาธิปไตยเท่านั้น คงเป็นคำถามที่น่าสนใจ เพราะ พ.ศ. 2475 ก็ปฏิวัติแล้วอำนาจเผด็จการสร้างอำนาจประชาธิปไตยและบ่อยครั้งก็เกิดขึ้นของการ แย่งชิงอำนาจนำมาซึ่งรัฐธรรมนูญใหม่ เลือกตั้งใหม่เป็น “วงจรอุบาทว์” พบว่าส่วนใหญ่ทุกครั้งที่เกิดรัฐประหารผู้มีอำนาจจะทำรัฐธรรมนูญใหม่บนแนวทางประชาธิปไตยเกือบทั้งสิ้น
รัฐธรรมนูญ 50 เป็นอีกตัวอย่างที่น่าสนใจว่าได้นำทั้งแนวคิดและกระบวนการทางการเมืองแบบประชาธิปไตยมาใช้ได้เด่นชัด ที่สุดคือ “การออกเสียงประชามติ” เพื่อสร้างรัฐธรรมนูญ อันนำมาสู่การเกิดขึ้นของรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้งยุคปัจจุบัน (เผด็จการสร้างรัฐบาลประชาธิปไตย) แต่หลายคนยังไม่พอใจเพราะเหตุผลต่างๆ กัน อาทิ มันคือผลพวงของรัฐประหารจำเป็นต้องทำให้เป็นประชาธิปไตยใหม่โดยวิธีแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 เสียใหม่ ยังทำให้เกิดบรรยากาศแห่งความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งรอบใหม่อีก อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
ที่แน่ๆ คือบรรยากาศทางการเมืองของระบบรัฐสภามีความหวั่นไหวมาก ความจริงแล้วระบบตัวแทนไม่น่าจะแก้โจทย์นี้ได้ เพราะอำนาจอธิปไตยไม่ใช่ของระบบตัวแทน ควรกลับไปถามประชาชนที่ยอมรับรัฐธรรมนูญ 50 นี้ก่อน ว่าเขาเห็นว่าอย่างไร หากเรา ยอมรับว่ากระบวนออกเสียงประชามติ คือ การแสดงออกของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ความสำคัญคือการจัดระเบียบและความสัมพันธ์แบ่งและใช้อำนาจอธิปไตย ได้เป็นหลักการและจุดเริ่มต้นของการสร้างประชาธิปไตย
4.การปฏิรูปการเมืองจะทำได้อย่างไร และจะนำมาซึ่งการสร้างประชาธิปไตยหรือไม่ โดยคงต้องใจเย็นๆ กันทุกฝ่าย ข้อเสนอและงานวิจัย ตลอดจนประสบการณ์จากผู้นำอังกฤษและเกจิต่างๆ มีคำตอบมากมาย สิ่งสำคัญคือ “ก่อนสร้างประชาธิปไตยเราต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง?” ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ท่านทรงเลิกทาสเพื่อสร้างหลักการเสมอภาค แต่ก็ยังมีคนบางคนอยากเป็นทาสต่อไปเพราะปรับตัวไม่ได้ ไม่เข้าใจว่าการดำรงชีวิตที่เท่าเทียมหรือศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เป็นอย่างไร
ยิ่งในสังคมไทยเราสร้างบรรยากาศที่จะรองรับสนับสนุนการมีประชาธิปไตยที่แท้จริงเราฝันเป็นอย่างไร น้องคนหนึ่งจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่โด่งดัง ผู้ออกมาคัดค้านการ แต่งกายชุดนักศึกษาที่เธอถือว่าเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพส่วนตัวเป็นวิถีแห่งประชาธิปไตย ใช่หรือไม่ วันหนึ่งคงมีอะไรๆ ที่แรงกว่านี้ แล้วคนไทยเรารับกันได้แค่ไหน
อิทธิพลของ “ฟ้าบ่กั้น” หรือโลกไร้พรมแดนแบบ 4G มันแรงจริงๆ ทำให้การสร้างประชาธิปไตยต้องคำนึงถึงค่านิยม (Value) ที่มีความหลากหลายและมีผลกระทบต่อจารีตประเพณีหรือวัฒนธรรมทางการเมืองของไทย อะไรคือความดี หรืออะไรคือคุณธรรม แล้วอะไรคือสิทธิเสรีภาพที่ถูกต้อง คงต้องตกผลึกกันอีกเยอะ ดังนั้น ในเบื้องต้นการสร้างประชาธิปไตย จึงอยู่ที่ คุณ น่ะ ทำ ครับ







