
การบินไทยปกปิดโลโก้
สำนักข่าว ดิ ออสเตรเลียน รายงานเมื่อวันที่ 9 ก.ย. เกี่ยวกับเหตุการณ์เครื่องบินของสายการบินไทยไถลออกนอกรันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิ จนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บไม่น้อยกว่า 14 คน ว่า การบินไทยพยายามปกปิดชื่อของเครื่องบินลำที่ประสบอุบัติเหตุโดยการทาสีดำทับโลโก้
สำนักข่าว ดิ ออสเตรเลียน รายงานเมื่อวันที่ 9 ก.ย. เกี่ยวกับเหตุการณ์เครื่องบินของสายการบินไทยไถลออกนอกรันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิ จนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บไม่น้อยกว่า 14 คน ว่า การบินไทยพยายามปกปิดชื่อของเครื่องบินลำที่ประสบอุบัติเหตุโดยการทาสีดำทับโลโก้
สื่อแดนจิงโจ้รายงานต่อไปว่า แม้โลโก้จะถูกทาทับด้วยสีดำจนมองไม่เห็นข้อความด้านล่าง แต่สีของเครื่องบินก็ยังเป็นโทนสีอันเป็นเอกลักษณ์ของสายการบิน และสามารถนำไปเปรียบเทียบกับเครื่องบินของการบินไทยที่บินขึ้นลงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอยู่ตลอด
ดิ ออสเตรเลียน เปิดเผยว่า ขณะที่เครื่องบินกำลังลงจอด เครื่องยนต์เกิดขัดข้องทำให้ตัวเครื่องลื่นไถลออกนอกรันเวย์ ทำให้ด้านขวาของตัวเครื่องไถลและเสียดสีกับพื้นจนเกิดเพลิงลุกไหม้ โดยสาเหตุเบื้องต้นคาดว่ามาจากล้อหน้าไม่ทำงาน
ด้านเว็บไซต์วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานเมื่อวันที่ 7 ก.ย. โดยวิเคราะห์กรณีค่าสาธารณูปโภคหลายชนิดในประเทศไทยขึ้นราคาว่า ในเดือน ก.ย. ผู้บริโภคไทยต้องเผชิญกับพาเหรดต้นทุนเพิ่มถึง 3 อย่าง คือ ค่าก๊าซหุงต้ม ค่าไฟฟ้า และค่าทางด่วน
สำนักข่าวดังระบุต่อไปว่า แม้ทางการไทยจะออกแถลงการณ์ว่า การขึ้นราคาไม่ใช่เรื่องใหญ่และไม่ส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ แต่ราคาที่สูงขึ้นได้สร้างความไม่พอใจในภาคประชาชน และก่อให้เกิดข้อสงสัยว่านโยบายปรับเพิ่มฐานเงินเดือนวันละ 300 บาท ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการต้องรับภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น
สื่อแดนมะกันอ้างรายงานของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติต่อไปว่า ภาคครัวเรือนไทยต้องเสียรายได้ถึง 34% ไปกับการจ่ายหนี้ ซึ่งสูงขึ้นตั้งแต่ 5 ปีที่ผ่านมา และคิดเป็น 78% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) อันแสดงให้เห็นว่าประชาชนไทยมีหนี้ค้างชำระที่เกิดจากรายได้ที่ไม่เพียงพอสูงอยู่แล้ว ขณะที่การแถลงที่ไม่รับผิดชอบของรัฐบาลจึงสร้างความโกรธแค้นและนำไปสู่การขู่สาดน้ำกรด วัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์
วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานต่อว่า การที่ค่าสาธารณูปโภคหลายอย่างปรับขึ้นราคา สะท้อนความด้อยประสิทธิภาพในการรับมือปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลปัจจุบัน ทั้งนโยบายรับจำนำข้าวและการชุมนุมเรียกร้องราคายางพารา ซึ่งทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไทยตกต่ำจาก 4.3% ในปีก่อนกลายเป็น 3.9% ในปีนี้ นอกจากนี้ยังวิจารณ์ว่าการที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีประเทศไทยมักเดินทางไปดูงานต่างประเทศ ไม่เข้าร่วมการประชุมสภา และปฏิเสธการตอบคำถามจากสื่อมวลชน ทำให้ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ต้องรับภาระหนักในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
หนังสือพิมพ์ชื่อดังปิดท้ายด้วยการวิจารณ์นโยบายควบคุมราคาสินค้าว่า ทางการไทยอาจควบคุมสินค้าบางประเภทได้ แต่สินค้าอุปโภคบริโภค เช่น อาหาร ต้องมีการปรับเพิ่มราคาตามปัจจัยการผลิตแน่นอน







