
ทำไมราคาน้ำมันส่งออกจึงถูกกว่าราคาน้ำมันที่ขายในประเทศ
ช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา โลกตะวันตก ซึ่งประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา ยุโรป รวมถึงญี่ปุ่น ต่างประสบกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ขณะที่อีกซีกหนึ่งของโลกในตะวันออก ซึ่งประเทศส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา สถานการณ์กลับตรงกันข้าม เพราะเศรษฐกิจได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จนทำให้นักวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจประเมินกันว่า เอเชียจะผงาดขึ้นมาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 21
ช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา โลกตะวันตก ซึ่งประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา ยุโรป รวมถึงญี่ปุ่น ต่างประสบกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ขณะที่อีกซีกหนึ่งของโลกในตะวันออก ซึ่งประเทศส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา สถานการณ์กลับตรงกันข้าม เพราะเศรษฐกิจได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จนทำให้นักวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจประเมินกันว่า เอเชียจะผงาดขึ้นมาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 21
แต่อยู่ดีๆ ไม่นานมานี้ นางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ออกมาเตือนว่า ให้เตรียมรับมือกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นรอบใหม่ จากบรรดา “ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่”
โดยก่อนหน้านี้ ช่วงเดือน ก.ค. 2556 รายงาน Asian Development Outlook 2013 ของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ก็ได้ปรับลดการคาดการณ์เติบโตเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาลงอีกในปีนี้ ซึ่งรวมทั้งภูมิภาคอาเซียน ด้วยเหตุผลการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีนอีกด้วย
ความจริงแล้ว ก่อนที่ IMF และ ADB จะออกมาแสดงความเห็นอย่างที่ว่า เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียโดยรวมก็เริ่มส่ออาการชะลอตัวมาระยะหนึ่งแล้ว เพราะเศรษฐกิจฝั่งตะวันตกฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไว้
โดยเฉพาะจีนที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา เริ่มถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเศรษฐกิจขยายตัวลดลง และมีตัวเลขหนี้เสียในสถาบันการเงินเพิ่มสูงขึ้นจากการปล่อยกู้ในภาคอสังหาริมทรัพย์
อินเดียก็เช่นเดียวกัน เศรษฐกิจขยายตัวลดลง อัตราค่าเงินรูปีลดลง ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและเงินทุนสำรองลดลง ส่วนในกลุ่มอาเซียนอย่างอินโดนีเซีย ซึ่งครั้งหนึ่งถูกจัดว่าเป็นประเทศที่น่าลงทุนเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียน ก็ประสบกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ค่าเงินรูเปียห์อ่อนลง หุ้นตก ตามมาด้วยปัญหาเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอีก
เมื่อธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (FED) ส่งสัญญาณว่ามีแนวโน้มชะลอการใช้มาตรการผ่อนปรนทางการเงิน (QE) ยิ่งส่งผลให้ค่าเงินในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ปรับร่วงลงกันถ้วนหน้าเกิดภาวะเงินทุนไหลออก
เป็นปรากฏการณ์ปรับเปลี่ยนทิศทางเงินทุน จากที่เคยมุ่งสู่ตลาดกำลังพัฒนา เงินทุนก้อนใหญ่หันหัวกลับสู่ตลาดพัฒนาแล้วอีกครั้ง ซ้ำเติมให้เกิดความสั่นคลอนในเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของหลายประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
ในสภาพเช่นนี้ ผมคิดว่า QE เป็นมาตรการทางการเงินยุคใหม่ ที่ไร้ความปรานี เพราะถึงแม้จะเป็นมาตรการที่ใช้ในการแก้ไขวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและยุโรปก็ตาม แต่ด้วยปริมาณและจำนวนเงินมหาศาล ที่สามารถบินข้ามโลกได้ในเสี้ยววินาที โฉบมาลงทุนชั่วคราวในตลาดทุน ตลาดการเงินและอสังหาริมทรัพย์ เพื่อแสวงหากำไรและผลประโยชน์จากประเทศกำลังพัฒนา โดยไม่คำนึงว่าจะสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศที่เข้าลงทุนเช่นนี้
เสมือนตีหัวเข้าบ้าน ที่เป็นการใช้ความได้เปรียบทางการเงินของมหาอำนาจอย่างไม่เป็นมิตรนัก ซึ่งผลที่เกิดขึ้นกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ก็ชัดเจนแล้วว่าเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียชะลอตัวลงอย่างรวดเร็วจากมาตรการ QE นี้
กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งรวมทั้งไทยด้วย ส่วนใหญ่จะมีระบบเศรษฐกิจที่เป็นเสรีมากขึ้น โดยการเปิดประเทศ มีการคบหาสมาคมกับมิตรประเทศมากขึ้น มีการค้า การส่งออก และมีการนำเงินจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งโดยรวมแล้วคงปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบเศรษฐกิจเสรีได้ทำให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนามีสถานะทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น
หากจะยืนยันว่าระบบเศรษฐกิจเสรีอย่างสหรัฐอเมริกาและยุโรป จะมีประสิทธิภาพ สร้างความยั่งยืนและไม่เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ก็ดูจะไม่จริง เพราะสุดท้ายก็หนีไม่พ้นวิกฤตการณ์อยู่ดี
ต้องไม่ลืมว่า ในช่วงระยะเวลากว่า 5 ปี ที่โลกเกิดปัญหาเศรษฐกิจ กลุ่มประเทศในเอเชียได้มีส่วนสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจโลกไม่ให้ตกต่ำ แถมยังยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือให้ความร่วมมือทุกรูปแบบ เพื่อให้สหรัฐอเมริกาและยุโรปหลุดพ้นออกจากวิกฤตการณ์ แต่เมื่อสหรัฐอเมริกาประกาศว่าจะชะลอการใช้ QE จึงดูเป็นการไม่สนใจและไม่แยแสต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศกำลังพัฒนาเลย
บทเรียนจาก QE ครั้งนี้ มีราคาแพงมาก เพราะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เศรษฐกิจกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียเกิดความระส่ำระสาย ซึ่งหลายประเทศตกอยู่ในสถานการณ์ที่ตั้งตัวรับไม่ทัน และไม่รู้จะแก้ไขปัญหาที่ประดังเข้ามาพร้อมกันอย่างไร เช่น เงินทุนไหลออก ค่าเงินที่อ่อนตัวลง หุ้นตก ส่งออกหดตัวลง การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มขึ้น ขาดดุลงบประมาณ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศลดลง และกำลังซื้อของประชาชนในหลายประเทศหดตัวลงด้วย
เวลานี้เมฆหมอกทางเศรษฐกิจที่เคยปกคลุมซีกโลกตะวันตกกำลังเคลื่อนตัวมายังซีกโลกตะวันออก ภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งอาเซียน ที่อีกไม่นานจะเข้าเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ฉะนั้นจึงนิ่งนอนใจต่อสถานการณ์นี้ไม่ได้
ที่สำคัญ ในช่วงเวลานี้ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด พร้อมกับเร่งแสวงหามาตรการทางเศรษฐกิจที่เหมาะสมร่วมกันในระดับภูมิภาค อย่างน้อยที่สุด ต้องเร่งสร้างแนวป้องกันเพิ่มเติมเพื่อรับวิกฤตการณ์ที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
ความร่วมมือกันเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจให้รองรับกับโลกาภิวัตน์ได้ดีขึ้น ต้องเรียนรู้จากบทเรียนราคาแพงของมาตรการ QE ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งความเป็นไปได้ของมาตรการป้องกันความผันผวนทางเศรษฐกิจอื่นๆ ที่อาจมีขึ้นในอนาคตด้วย
ไม่ควรมองข้ามคำเตือนของ IMF เพราะอย่างน้อยก็เป็นการสร้างปราการความปลอดภัยที่ดีไว้ก่อนครับ







